สุขภาพ

ในช่วงที่เชื้อโควิด-19 กำลัง ระบาดควรทำอย่างไร

ในช่วงที่เชื้อโควิด-19 กำลัง ระบาดควรทำอย่างไรเพื่อเป็นการเว้นระยะห่างเพื่อไม่ให้ติดโรค

ช่วงนี้เป็นช่วงที่อยู่ระหว่างการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า   ทางรัฐบาลจึงมีมาตรการเข้มโดยขอความร่วมมือประชาชนทุกคนงดการยืนอยู่ใกล้กันห้ามต่ำกว่า 1 เมตรรวมถึงงดการนัดกินเลี้ยงสังสรรค์อันนี้ช่วงนี้ขนาดกินข้าวก็ยังต้องกินคนเดียวนั่งหันหลังให้กันดีที่สุดออกมาซื้อข้าวที่ร้านอาหารก็ต้องซื้อกลับไปกินที่บ้านเรียกได้ว่าเป็นสังคมที่เว้นระยะห่างให้กันเพื่อป้องกันเชื้อไวรัสที่อาจจะกระเด็นมาโดนกันได้ 

ซึ่งการที่เราต้องใช้ช่วงเวลาในการติดต่อสื่อสารกันแบบห่างๆหรือที่เราเรียกกันว่าการรักษาระยะห่างระหว่างสังคมนั้นภาษาอังกฤษเรียกว่า Social Distancing  ซึ่งการควบคุมระยะห่างนี้เป็นการควบคุมทั้งปริมาณจำนวนคนและปริมาณความใกล้ชิดกันด้วยหลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจว่าการเว้นระยะห่างนั้นควรจะเว้นแบบไหนอย่างไรวันนี้เราจึงมาแนะนำข้อมูลคร่าวๆให้ฟังกันเพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวเตรียมความพร้อมในการที่จะลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19กันค่ะ

        การรักษาระยะห่างที่ดีนั้นเราเพียงแค่ไม่นัดกันรวมกลุ่มกันในช่วงนี้ไม่จัดงานปาร์ตี้หรือไม่ทำอะไรก็แล้วแต่ที่จะเป็นการรวมคนหมู่บ้านมาไว้ด้วยกันในจุดเดียวรวมถึงการที่เราอาจจะออกไปนอกบ้านแล้วไปเจอผู้คนต่างๆมากมายเราไม่ควรอยู่ใกล้คนเหล่านั้นควรมีการยืนห่างกันซึ่งโดยปกติแล้วไม่ควรจะต่ำกว่า 2 เมตร

แต่ในทางปฏิบัติจริงๆบางครั้งการที่เราไปเดินซื้อของในร้านสะดวกซื้ออาจจะทำไม่ได้มากขนาดนั้นจึงสามารถอนุโลมได้แต่อย่างน้อยก็ควรไม่ต่ำกว่า 1 เมตรรวมถึงหากเวลาเราไปทำงานการนั่งทำงานควรนั่งโต๊ะห่างจากเพื่อนอย่างน้อย 1 เมตรเป็นต้นไปเช่นเดียวกันและทุกครั้งที่เรามีการออกนอกบ้านเราต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอห้ามถอดอย่างเด็ดขาดเพื่อลดความเสี่ยงที่ฝ่ายตรงข้ามอาจจะมีการพ่นละอองน้ำลายมาโดนเราซึ่งอาจจะทำให้เราได้รับเชื้อไวรัสโควิด-19ช่องทางนี้ได้นั่นเอง

  ในช่วงนี้คนที่รักกันจากปกติที่เคยสัมผัสกันด้วยกันกอดกันหอมการจับมืออาจจะต้องเปลี่ยนวิธีการหากไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในบ้านเดียวกันแล้วการสัมผัสด้วยการจับมือไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่งและสำหรับคนที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านการประชุมหรือการนั่งรับประทานอาหารควรจะมีการจัดโต๊ะให้นั่งห่างกันและหากเป็นไปได้ก็ควรที่จะจัดประชุมผ่านทางระบบออนไลน์

ก็ได้รวมถึงแม่บ้านทั้งหลายที่ต้องออกไปซื้อของตามห้างสรรพสินค้าก็ควรจะเปลี่ยนมาช้อปปิ้งผ่านทางออนไลน์แทน  เรียกได้ว่าทุกช่องทางที่จะเป็นการพบปะเห็นหน้ากันระหว่างผู้คนไม่ว่าจะเป็นคนที่เรารู้จักหรือคนที่เราไม่รู้จักควรงดเว้นทุกช่องทางที่สำคัญหากเป็นไปได้ควรเดินทางออกจากบ้านให้น้อยที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงที่จะต้องไปเจอกับคนหมู่มากและนี่เองคือวิธีการรักษาระยะห่างหรือที่เราเรียกกันว่า  Social Distancing

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  หวยฮานอยเล่นยังไง

สุขภาพ

การมาร์คหน้า

การมาร์คหน้าถือเป็นการดูแลผิวหน้าในขั้นตอนเบื้องต้นและสามารทำได้ทุกวันและมีการทดสอบแล้วว่าการมาร์คหน้าเป็นประจำอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นสิ่งที่ได้ผลลัพธ์ดีและผลลัพธ์นั้นสามารถคงทนและอยู่ได้นานด้วย แม้การมาร์คหน้านั้นอาจจะต้องใช้ความอดทนและเวลาในการมาร์คเพื่อที่จะได้เห็นผลนั้น แต่เชื่อว่าหากทำเป็นประจำจำแล้วนั้นได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจอย่างแน่นอน พูดง่ายๆคือว่าการมาร์คหน้านั้นสามารถทำได้ทุกวัน

เพราะการมาร์คหน้าเหมือนเป็นการช่วยบำรุงและรักษาผิวในขั้นตอนสุดท้ายของวัน และในปัจจุบันมาร์คหน้าหน้านั้นก็มีมากมายหลายแบบให้เลือกซื้อเลือกใช้ด้วย แต่ก่อนจะใช้นั้นก็ควรมีการศึกษาถึงปัญหาของผิวหน้าตัวเองเสียก่อนเมื่อรู้ถึงปัญหาของผิวหน้าแล้วนั้นก็เลือกใช้มาร์คที่เหมาะกับสภาพผิวของเรานั่นเอง

การมาร์คหน้าก็เป็นขั้นตอนการบำรุงและและรักษาปัญหาที่เกิดกับผิวหน้าต่างๆ เพราะการมาร์คหน้านั้นจะเป็นสิ่งที่ควรทำก่อนนอน เพราะก่อนจะนอนนั้นหากเราได้มีการมาร์คหน้าก็เหมือนเป็นการให้ผิวได้ผ่อนคลายหลังจากที่ได้เจอฝุ่นหรือมลภาวะต่างๆมาทั้งวันแล้ว และการมาร์คหน้านั้นเหมือนเป็นการเปิดรูขุมขนพร้อมที่จะรับการบำรุงด้วย นอกจากนี้การมาร์คหน้ายังช่วยแก้ปัญหาไขปัญหาเฉพาะจุดของใบน้าด้วยหากเราเลือกมาร์คที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาผิวของเรา

การมาร์คหน้าสามารถทำได้ทุกวันเพราะการมาร์คหน้าไม่ได้เป็นขั้นตอนที่ทำร้ายผิวหน้าแต่เป็นขั้นตอนการบำรุงอย่างล้ำลึก จึงไม่เป็นอันตรายต่อผิวหน้าหรือไม่มีผลที่จะทำให้หน้าบาง และสำหรับคนที่ไม่มีเวลานั้นควรจะมาร์คหน้าอย่างน้อยสัปดาห์ละสามวันเพื่อให้ผิวได้มีการบำรุงอย่างล้ำลึกบ้าง เพราะการทาครีมนั้นถึงจะเป้นขึ้นตอนในการบำรุงก้จริงแต่ครีมบางประเภทอาจจะทำให้เกิดการอุดตันได้ การมาร์คหน้าจึงเป็นสิ่งที่สามารถช่วยลดการอุดตันของสิวและสามารถช่วยทำความสะอาดผิวได้ด้วย การมาร์คหน้าหากมีการทำอย่างสม่ำเสมอและมีการทำที่ต่อเนื่องจะสามารถเห็นผลลัพธ์ที่ดีได้

หากมีการใช้มาร์คที่เหมาะกับสภาพผิวและปัญหาผิวนั่นเองส่วนผลลัพธ์จะใช้เวลามากน้อยเพียงใดไม่สามารถตอบได้เพราะมาร์คแต่ละตัวแต่ละยี่ห้อนั้นก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่จะเห็นได้ชัดจาการมาร์หน้าทุกๆวันนั้นคือผิวจะมีความอิ่มน้ำขึ้นหน้าจะไม่แห้งง่ายแม้ต้องเผชิญกับอากาศที่หนาวและหน้าจมีความแข็งแรงสามารถรับกับเครื่องสำอางที่เราแต่งหน้าและจะติดทนนานด้วย เห็นไหมว่าการมาร์คหน้านั้นมีข้อดีมากๆเลยทีเดียว แต่ต้องเลือกใช้มาร์คที่ดีและเหมาะกับผิวด้วย 

 

ขอบคุณเรื่องราวเหล่านี้  แทงหวยฮานอย

สุขภาพทั่วไป

ปัญหาอาการบวมเค็ม

เคยลองสังเกตตัวเองดูกันบ้างไหมว่าทำเราอ้วนจัง ดูบวมๆ ต้องอ้วนเพราะไขมันแน่ๆ เชื่อว่าทุกคนเคยเจอปัญหาเหล่านี้ และเช่นเดียวกันที่ทุกคนโทษสาเหตุจากไขมันอย่างเดียว ฉะนั้นแล้วอยากให้ทุกคนลองทำความเข้าใจใหม่ เพราะยังอีกสาเหตุที่จะสามารถทำให้เราตัวบวมได้นั้นคือ โซเดียม ซึ่งเป็นสารอาหารประเภทเกลือแร่ที่อยู่อาหารจำพวกเกลือ น้ำปลา เครื่องปรุงรสต่างๆที่มีส่วนผสมของโซเดียมอยู่มาก การที่เราตัวบวมเพราะโซเดียมนั้น เป็นเพราะว่าร่างกายของคนเรานั้นมีความต้องการโซเดียมในปริมาณ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งจะต้องไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

หรือเกลือ 1 ช้อนชา โดยที่จำนวนนี้จะเป็นปริมาณที่พอเหมาะต่อร่างกายที่ควรจะได้รับ ไม่น้อยหรือมากจนเกินไป ถ้าหากว่าเรารับประทานในปริมาณที่เหมาะ จะทำให้เข้าไปช่วยควบคุมความสมดุลของของเหลงในร่างกายให้รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับความปกติ และจะช่วยดูดซึมสารอาหารบางอย่างในไตและลำไส้เล็กอีกด้วย แต่ถ้าหากเรารับประทานโซเดียมมากจนเกินจนไปจะทำให้เกิดอาการบวมน้ำ ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายนั้นได้กักเก็บน้ำไว้ใต้ชั้นผิวและเนื้อเยื่อตามบริเวณต่างๆของร่างกายมากกว่าปกติ ทำให้ส่งผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น ร่างกายจะดูบวมมากยิ่งขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีแก้อาการเหล่านี้ เราสามารถแก้อาการตัวบวมจากโซเดียมได้ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ลูกชิ้น ไส้กรอก เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหมักดอง เช่น ผลไม้ดอง ผักดอง ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า เป็นต้น
  • ควรลดการปรุงอาหารเพิ่ม เพราะเรามักจะชอบไม่พอใจกับรสชาติเดิม เราจึงชอบปรุงรสเพิ่มด้วยเกลือ น้ำปลา เพื่อทำให้รสชาติจัดจ้านขึ้นอีก
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารจานด่วน ข้าวคลุกกะปิ ส้มตำปลาร้า เป็นต้น

สาเหตุเหล่านี้มักจะเป็นตัวการสำคัญที่เรามักจะปล่อยผ่าน เพราะมันเป็นอาหารที่อร่อย ถูกปากเป็นอย่างมาก แต่นั้นแหละคุณค่าทางอาหารก็สูงมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะสารอาหารอย่างโซเดียม แต่ก็ไม่ใช่ว่าการรับประทานนี้จะเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้ตัวบวมนะ เพราะยังมีอีกหลายเหตุที่สามารถทำให้ตัวบวมได้อีกเช่นเดียวกัน ซึ่งสาเหตุที่นอกเหนือจากการรับประทานแล้วมีดังต่อไปนี้

  • ไม่ออกกำลังกาย นั้นเป็นเพราะการออกกำลังกายใจช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดี และช่วยในการทำงานของระบบการลำเลียงของเสียในร่างกายให้ทำงานดีขึ้น
  • ท้องผูก เป็นเพราะว่าได้มีของเสียตกค้างในร่างกาย ซึ่งจะทำให้เกิดแก๊สในท้องเป็นเหตุให้ตัวบวมและรู้สึกอึดอัด
  • มีประจำเดือน ผู้หญิงทุกคนคงพบกับปัญหานี้แน่ๆ เพราะในช่วงของประจำเดือนร่างจะทำการผลิตฮอร์โมนที่ทำให้ตัวบวมขึ้นมา แต่ก็จะหายเป็นปกติเมื่อใกล้หมดประจำเดือน
  • ดื่มน้ำน้อย การที่เราดื่มน้ำไม่เพียงพอเป็นสาเหตุที่ทำให้เลือดข้น ของเหลวในร่างกายไหลเวียนไม่สะดวก จนทำให้เกิดอาการท้องผูกตามมา อีกอย่างน้ำจะช่วยปรับความสมดุลของน้ำหนักตัวอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร

สุขภาพทั่วไป

อาหารต้องห้ามของคนท้อง 

อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าสำหรับหญิงสาวที่ตั้งท้องควรจะกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะจะส่งผลทั้งต่อตัวเองและเด็กในท้องให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์และเกิดมาเฉลียวฉลาดอีกทั้งในระหว่างที่อยู่ในท้องของมารดาสารอาหารที่กินเข้าไปจะเข้าไปช่วยเสริมสร้างทั้งกระดูกและพัฒนาสมองรวมถึงสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กไม่เจ็บป่วยได้ง่ายเมื่อคลอดออกมาส่วนใหญ่เราจึงแนะนำอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้กับร่างกายแกคุณแม่เพื่อจะได้ส่งผ่านสารอาหารเหล่านี้ต่อไปยังลูกแต่คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีสารอาหารบางจำพวกที่คุณแม่ไม่ควรจะรับประทานเพราะเป็นอาหารต้องห้ามในขนาดที่คุณแม่ตั้งครรภ์

เนื่องจากสารอาหารส่งผลไปยังคุณแม่และลูกในท้องได้เรามาดูกันว่าในช่วงที่ขณะตั้งครรภ์คุณแม่ไม่ควรกินอะไรมากจนเกินไปหรืออะไรที่ห้ามกินโดยเด็ดขาด

1  อย่างแรกที่คุณแม่ไม่ควรจะกินเลยก็คือเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็นเหล้าไวน์หรือแม้แต่เบียร์สิ่งของเหล่านี้ล้วนมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมทั้งสิ้นซึ่งเมื่อหากคุณแม่กินเข้าไปแล้วนอกจากจะส่งผลต่อร่างกายของคุณแม่แล้วยังไปกระทบต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อยที่กำลังอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ให้ได้รับการพัฒนาที่ไม่เต็มที่ซึ่งจะทำให้ลูกน้อยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับสมอง

2  คุณแม่ไม่ควรทานอาหารที่มีรสจัดและรสเผ็ดมากเกินไปเพราะการกินอาหารรสเผ็ดจะส่งผลให้กระเพาะอาหารและลำไส้อีกปวดแสบปวดร้อนอยู่ภายในและจะส่งผลออกมาภายนอกซึ่งจะทำให้คุณแม่รู้สึกหงุดหงิดเพราะอาหารรสเผ็ดจะทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอยู่แล้วและเมื่อกินเข้าไปแล้วคุณแม่หงุดหงิดก็จะส่งผลไปยังลูกน้อยให้เป็นเด็กขี้หงุดหงิดได้อีกด้วย

3  อาหารประเภทฟาสฟู๊ดก็ไม่ควรกินอย่างยิ่งเพราะอาหารประเภทนี้จะมีแคลอรี่สูงอีกทั้งยังย่อยยากที่สำคัญมีไขมันเยอะถ้าคุณแม่กินเข้าไปแล้วจะทำให้คุณแม่พบปัญหาน้ำหนักเกินระหว่างการตั้งครรภ์ได้ซึ่งจะส่งผลไปยังลูกน้อยเพราะหากคุณแม่มีน้ำหนักมากเกินไปอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของครรภ์เป็นพิษหรือเกี่ยวกับการคอดลูกอยากได้อีกด้วยและที่สำคัญเมื่อคลอดออกมาแล้วก็ยังมีปัญหาการกำจัดไขมันออกไปจากร่างกายได้ยากอีกด้วย

4.อาหารประเภทสุกๆดิบๆไม่ใช่เพียงแต่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์เท่านั้นประชาชนคนทั่วไปก็ไม่ควรกินอาหารที่สุกๆดิบๆเพราะอาหารเหล่านี้มักจะมีพยาธิอยู่ภายในซึ่งจะส่งผลให้เกิดอันตรายกับผู้ที่กินเข้าไปได้ซึ่งมันจะส่งผลไปถึงลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ได้อีกด้วย   

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ชุดตรวจเอดส์ ซื้อที่ไหน