สุขภาพ

ประโยชน์ดีๆของน้ำเซเลอรี่น้ำผักสีเขียวที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

          สำหรับน้ำเชอรี่เรามักจะเห็นผู้ที่สนใจในสุขภาพของตนเองนิยมดื่มกันเป็นจำนวนมากจึงไม่รู้ว่าจริงๆแล้วน้ำที่อื่นเข้าไปนั้นมีรสชาติอร่อยมากแค่ไหนแต่ก็เห็นได้ว่าสำหรับคนที่รักสุขภาพตนเองก็มักจะนำใบเซอร์รี่มาทำการปั่นแล้วดื่มกินทุกเช้า น้ำเซเลอรี่เป็นน้ำสีเขียวซึ่งถ้าหากคนไม่ชอบทานผักอาจจะไม่อยากกินสักเท่าไหร่แต่ชื่อเธอว่าผักชนิดนี้มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย

เนื่องจากเซเลอรี่นี้จะเต็มไปด้วยสารอาหารมากมายไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ, วิตามินซี, วิตามินเค โฟเลต แคลเซียม . โพแทสเซียม.   luteolin  ,   แมกนีเซียม,ฟอสฟอรัส,ไฟเบอร์และสุดท้ายคือสารอะพีจินิน ซึ่งถ้าหากคุณดื่มน้ำเซเลอรี่นี้เข้าไปคุณจะได้สารอาหารต่างๆเหล่านี้ที่พูดมาแบบครบถ้วนแค่เพียงแก้วเดียวก็ได้สารอาหารหลายอย่างจะช่วยบำรุงร่างกายและสมองของคนให้แข็งแรงหลายคนคงยังไม่รู้ว่าเธอนั้นก็คือขึ้นฉ่ายฝรั่งนั่นเองเพลงของมันอาจจะมีเพลงฉันบ้างนิดหน่อยแต่ก็สามารถดื่มได้และมีผลดีต่อร่างกายของคนเรามากอีกด้วยแต่อย่างไรก็ตามหาใครที่มีโรคประจำตัวก็ควรจะมีการศึกษา Jerry ให้ดีเสียก่อน

ว่ามีผลต้านกับโรคอะไรบ้างเพื่อที่จะได้ไม่เกิดอันตรายต่อร่างกายและหากใครก็ตามที่สามารถดื่มน้ำเซเลอรี่ได้นั้นจะช่วยในเรื่องของโรคหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นโรคไขข้อเศษซึ่งมันจะไปช่วยในเรื่องของการฟื้นฟูการอักเสบให้ดีขึ้นหรือแม้แต่โรคมะเร็งซึ่งจะมีสารต่างๆที่เข้าไปช่วยต่อสู้กับโรคมะเร็งและที่สำคัญสารอาหารเหล่านี้

จะช่วยให้เวลาที่คนรักษาโรคมะเร็งลดอาการมีผลข้างเคียงได้มากเลยทีเดียวที่สำคัญยังช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือดให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพทำให้ไม่เป็นโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน แต่อย่างไรก็ตามก็มีบางคนที่อาจจะมีการแพ้น้ำเซเลอรี่ดังนั้นจึงต้องมีการศึกษาก่อนที่จะมีการนำมาดื่มซึ่งหากใครมีอาการแพ้จะส่งผลให้มีลักษณะของการหายใจลำบาก อาการเวียนหัวคลื่นไส้หรืออาจจะมีปวดท้องท้องเสียหัวใจเต้นเร็วจนผิดปกติและถ้าเกิดเป็นมากก็อาจจะหัวใจหยุดเต้นเลยก็ได้ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นอาการของโรคที่แพ้สารเคมีอื่นๆทั่วไปเหมือนกัน

ส่วนวิธีการที่จะนำมาทำน้ำดื่มและไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลยเราก็แค่หันเชอรี่ออกเป็นชิ้นเล็กๆแล้วเอาไปใส่เครื่องปั่นหลังจากนั้นก็เอาน้ำเปล่าที่สะอาดเทลงไปให้ปริมาณเท่ากับกี่แคลอรี่กดเครื่องปั่นให้เครื่องปั่นทำงานเสร็จแล้วก็กรองเอากากใยของเซเลอรี่ออกดื่มแค่น้ำอย่างเดียวเท่านี้เราก็ได้น้ำเซเลอรี่มารับประทานแล้วทางที่ดีเราควรจะใส่ขวดปิดฝาเก็บแช่ไว้ในตู้เย็นการรับประทานเย็นๆจะทำให้รสชาติของน้ำเซเลอรี่ดีขึ้นหรือถ้าหากใครอยากจะได้ความหวานเล็กน้อยก็สามารถเติมน้ำผึ้งหรือน้ำมะนาวได้หากต้องการความเปรี้ยว

 

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  แทงหวยออนไลน์

สุขภาพ

กินตามกรุ๊ปเลือด ผอมด้วย ดีกับร่างกายด้วย

หลายๆคน คงไม่รู้ว่าจริงๆแล้วกรุ๊ปเลือดของเรา ชอบอาหารแบบไหน และ ไม่ชอบแบบไหน วันนี้เราเลยเอาข้อมูลดีๆมาฝากทุกกรุ๊ปเลือด เพื่อที่คุณจะได้รู้ว่าจริงๆแล้วร่างกายของคุณต้องการอาหารแบบไหนกันนะ

และการเลือกอาหารตามกรุ๊ปเลือดนี่เองก็จะทำให้คุณลดน้ำหนักได้ผลมากขึ้นไปด้วยละ

เทคนิคการกินอาหาร กรุ๊ป A

คนเลือดกรุ๊ปนี่ ยิ่งเครียด แล้วยิ่งอ้วนนะ! อาหารของคนที่มีกรุ๊ปเลือดนี้ คือ จำพวก ผักผลไม้ ปลา และ อาหารทะเล

เพราะระบบย่อยเนื้อสัตว์ใหญ่ อย่าง เนื้อ หมู ไก่ ไม่ค่อยจะดีเท่าไร หากกินเยอะเกินไปจะทำให้ใช้เวลาในการย่อยนานกว่าคนอื่นๆ เพราะกระบวนการในการย่อยโปรตีนในกระเพาะอาหารค่อนข้างต่ำ แต่สามารถย่อยคาร์โบไฮเดรตได้ดี

คุณควรจะกินเพื่อช่วยลดน้ำหนัก : ผักและผลไม้เยอะ (ผลไม้ไม่หวานมาก) ปลาเนื้อขาว ปลาเนื้อแดง อาหารทะเล ข้าวกล้อง แป้งโฮลวีท มันม่วง ธัญพืช ถั่วต่างๆ

เทคนิคการกินอาหาร กรุ๊ป B

คนเลือดกรุ๊ปนี่ มีระบบย่อยอาหารที่ดีและค่อนข้างสมดุล เลยทำให้การลดน้ำหนักของคนกรุ๊ปเลือด B ดีที่สุด การกินของคนกรุ๊ปเลือดนี้ ก็คือ การกินอาหารอย่างสมดุล จึงสามารถกินอาหารได้หลากหลายประเภทและหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น เนื้อ นม ไข่ หรือ ผักต่างๆ แต่ต้องระวังเนื้อไก่เป็นพิเศษ เพราะกรุ๊ปเลือดนี้ไม่ถูกกับเนื้อไก่ 

คุณควรจะกินเพื่อช่วยลดน้ำหนัก : เนื้อ นม ไข่ กินได้หมด แต่ควรเลือกการปรุงแบบคลีนๆ ผัก เนื้อปลา และ ข้าว รวมไปถึงผลไม้ แค่ระวังเรื่องการกินเนื้อไก่ และผักผลไม้ที่มีผลต่อระบบย่อยอาหาร อย่าง ข้าวโพด มะเขือเทศ เป็นต้น 

เทคนิคการกินอาหาร กรุ๊ป O

คนเลือดกรุ๊ปนี่ มีระบบย่อยจำพวกเนื้อได้ดีกว่ากรุ๊ปอื่นๆ การเลือกกินอาหารจำพวกโปรตีน จะทำให้คนกรุ๊ปนี้ลดน้ำหนักได้ดีที่สุด ยิ่งเป็นพวกเนื้อแดงจะถูกกับคนกรุ๊ปนี่มากๆ หรือ จะกินเป็นเนื้อปลาขาว หรือ เนื้อปลาแดง หรือ อาหารทะเล ก็ได้ 

คุณควรจะกินเพื่อช่วยลดน้ำหนัก : เนื้อแดง เป็นแหล่งโปรตีนที่ได้ (เลือกแบบไม่มีไขมัน) อาหารทะเลต่างๆ ผักจำพวก บล๊อคโคลี จะดีมาก และกินถั่วได้ทุกชนิด ชาต่างๆ อย่าง ชาขิง ชามะลิ แต่ควรระวังเรื่อง แป้งสาลี เพราะจะทำให้ระบบการย่อยทำงานหนัก

เทคนิคการกินอาหาร กรุ๊ป AB

คนเลือดกรุ๊ปนี่ เน้นกินผักและมังสวิรัติ จะทำให้คุณลดน้ำหนักได้ดี และเลือกการกินให้สมดุล เพราะสามารถกินได้เหมือนคนกรุ๊ปเลือด A และในขณะเดียวกัน ก็กินได้เหมือนคนกรุ๊ปเลือด B

 คุณควรจะกินเพื่อช่วยลดน้ำหนัก : ผักและผลไม้เยอะ และคุณให้สมดุล อย่าง เนื้อ นม ไข่ แป้งดี และ ถั่วต่างๆ เพียงแค่ระวังเรื่องการกินเนื้อเยอะจนเกินไป เพราะจะมีผลต่อระบบการย่อยของกรุ๊ปนี้

 

 

สนับสนุนโดย  แทงหวยฮานอย

 

สุขภาพ

การติดเอดส์จากเเม่สู่ลูก

การติดเอดส์จากเเม่สู่ลูกนั้นถึง จะพบได้ไม่มาก เเต่ก็มีเกือบทุกปี ส่วนใหญ่จะเป็นคุณเเม่วัยใสวัยทีน ที่เป็นวัยรุ่นวัยคึกคะนอง เพราะวัยรุ่น มักจะมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน เเละเป็นวัยที่กำลังทำตามเพื่อน อยากรู้อยากลอง เเละชอบทำเพราะคิดว่ามันเท่ จึงทำไห้โรคติดต่อส่วนใหญ่ เกิดขึ้นจากกลุ่มวัยรุ่นทั้งนั้น เพราะมีพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงเเล้ว ยังเป็นวัยคึกคะนอง เเละเนื่องด้วยจากอายุที่พึ่ง14 15 เลยไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับโรคพวกนี้

จึงทำไห้ติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งการติดเอดส์ เเละโรคต่างๆที่เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ก็เป็นโรคที่พบเจอในหมู่วัยรุ่นมากที่สุด เพราะในกลุ่มวัยรุ่น ไม่ป้องกันอะไร เพียงเเค่ต้องการเเค่ความสนุกเเละความมันเฉยๆ จนไม่นึกถึงผลที่ตามมา ว่าเอาชีวิตไปเสี่ยงต่อโรคพวกนี้อยู่ เเละถ้าเป็นเเล้ว

ไม่ใช่เเค่เราคนเดียวที่เป็น เพราะเวลาเราไปติดคนอื่นมาโดยที่ไม่รู้ตัว เเละเราไม่ได้รับการรักษา เเละไปมีอะไรกับคนอื่นอีก เราจะเป็นทั้งผู้รับเชื้อเเละผู้เเพร่เชื้อ ซึ่งการเเพร่เชื้อมีได้หลายๆเเบบ เช่น ถ้าเราเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เราไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นอีก โดยที่ไม่ใช้ถุงยางอนามัย เขาก็สามารถติดโรคจากเราได้ เเละถ้าเราไม่ป้องกันกับคนอื่นอีก

เราก็สามารถรับเชื้อโรคมาจากคนอื่นได้เหมือนกัน ส่วนการติดเชื้อจากเเม่สู่ลูกนั้น ก็ย่อมเป็นไปได้อย่างมาก เพราะสายเลือดของผู้เป็นเเม่ย่อมไปผสมผสานกับลูก ทำไห้ลูกได้รับเชื้อพวกนี้เต็มๆ ไม่ใช่เเค่ติดเอดส์อย่างเดียว ยังมีอีกหลายๆโรคเลยที่สามารถติดจากเเม่สู่ลูกได้ เเต่บางโรค อาจจะไม่เป็นอันตรายมากเท่าไหร่ต่อเด็กในท้อง เเต่อาจจะเป็นอันตรายทีหลัง หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันที

 ส่วนบางกรณี อาจจะไม่ได้ติดเชื้อทันทีในครรภ์ เเต่จะติดเชื้อได้ โดยเวลาคลอดเด็กออกมา เพราะเลือดเเละสารคัดหลั่งของคนที่เป็นเเม่ จะโดนเด็ก เเละทำไห้เด็กติดเชื้อได้ในทันที ไม่ว่าจะเป็นทั้งคลอดเอง หรือผ่า ถ้าเด็กได้สัมผัสเลือด หรือสารคัดหลั่งของเเม่ เด็กก็ติดได้ทันทีเช่นกัน ซึ่งจำเป็นมาก สำหรับการตั้งครรภ์ ควรไปฝากครรภ์ทันที เเละตรวจเลือดไห้ละเอียด เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ถ้าเป็นขณะตั้งครรภ์เเล้ว ก็จะรักษาได้ยากกว่าคนปกติ เพราะคนท้อง ใช้ยามั่วไม่ได้ เเต่ถ้าไม่รักษา ก็อาจจะลุกลามไปถึงเด็กเเละเเม่ของเด็ก จนทำไห้เสียชีวิตได้ เช่น โรคเอดส์ เเละโรคซิฟิลิส เป็นต้น

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

สุขภาพ

การมาร์คหน้า

การมาร์คหน้าถือเป็นการดูแลผิวหน้าในขั้นตอนเบื้องต้นและสามารทำได้ทุกวันและมีการทดสอบแล้วว่าการมาร์คหน้าเป็นประจำอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นสิ่งที่ได้ผลลัพธ์ดีและผลลัพธ์นั้นสามารถคงทนและอยู่ได้นานด้วย แม้การมาร์คหน้านั้นอาจจะต้องใช้ความอดทนและเวลาในการมาร์คเพื่อที่จะได้เห็นผลนั้น แต่เชื่อว่าหากทำเป็นประจำจำแล้วนั้นได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจอย่างแน่นอน พูดง่ายๆคือว่าการมาร์คหน้านั้นสามารถทำได้ทุกวัน

เพราะการมาร์คหน้าเหมือนเป็นการช่วยบำรุงและรักษาผิวในขั้นตอนสุดท้ายของวัน และในปัจจุบันมาร์คหน้าหน้านั้นก็มีมากมายหลายแบบให้เลือกซื้อเลือกใช้ด้วย แต่ก่อนจะใช้นั้นก็ควรมีการศึกษาถึงปัญหาของผิวหน้าตัวเองเสียก่อนเมื่อรู้ถึงปัญหาของผิวหน้าแล้วนั้นก็เลือกใช้มาร์คที่เหมาะกับสภาพผิวของเรานั่นเอง

การมาร์คหน้าก็เป็นขั้นตอนการบำรุงและและรักษาปัญหาที่เกิดกับผิวหน้าต่างๆ เพราะการมาร์คหน้านั้นจะเป็นสิ่งที่ควรทำก่อนนอน เพราะก่อนจะนอนนั้นหากเราได้มีการมาร์คหน้าก็เหมือนเป็นการให้ผิวได้ผ่อนคลายหลังจากที่ได้เจอฝุ่นหรือมลภาวะต่างๆมาทั้งวันแล้ว และการมาร์คหน้านั้นเหมือนเป็นการเปิดรูขุมขนพร้อมที่จะรับการบำรุงด้วย นอกจากนี้การมาร์คหน้ายังช่วยแก้ปัญหาไขปัญหาเฉพาะจุดของใบน้าด้วยหากเราเลือกมาร์คที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาผิวของเรา

การมาร์คหน้าสามารถทำได้ทุกวันเพราะการมาร์คหน้าไม่ได้เป็นขั้นตอนที่ทำร้ายผิวหน้าแต่เป็นขั้นตอนการบำรุงอย่างล้ำลึก จึงไม่เป็นอันตรายต่อผิวหน้าหรือไม่มีผลที่จะทำให้หน้าบาง และสำหรับคนที่ไม่มีเวลานั้นควรจะมาร์คหน้าอย่างน้อยสัปดาห์ละสามวันเพื่อให้ผิวได้มีการบำรุงอย่างล้ำลึกบ้าง เพราะการทาครีมนั้นถึงจะเป้นขึ้นตอนในการบำรุงก้จริงแต่ครีมบางประเภทอาจจะทำให้เกิดการอุดตันได้ การมาร์คหน้าจึงเป็นสิ่งที่สามารถช่วยลดการอุดตันของสิวและสามารถช่วยทำความสะอาดผิวได้ด้วย การมาร์คหน้าหากมีการทำอย่างสม่ำเสมอและมีการทำที่ต่อเนื่องจะสามารถเห็นผลลัพธ์ที่ดีได้

หากมีการใช้มาร์คที่เหมาะกับสภาพผิวและปัญหาผิวนั่นเองส่วนผลลัพธ์จะใช้เวลามากน้อยเพียงใดไม่สามารถตอบได้เพราะมาร์คแต่ละตัวแต่ละยี่ห้อนั้นก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป แต่สิ่งที่จะเห็นได้ชัดจาการมาร์หน้าทุกๆวันนั้นคือผิวจะมีความอิ่มน้ำขึ้นหน้าจะไม่แห้งง่ายแม้ต้องเผชิญกับอากาศที่หนาวและหน้าจมีความแข็งแรงสามารถรับกับเครื่องสำอางที่เราแต่งหน้าและจะติดทนนานด้วย เห็นไหมว่าการมาร์คหน้านั้นมีข้อดีมากๆเลยทีเดียว แต่ต้องเลือกใช้มาร์คที่ดีและเหมาะกับผิวด้วย 

 

ขอบคุณเรื่องราวเหล่านี้  แทงหวยฮานอย

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

อาการแบบไหนที่ควรจะล้างจมูก


อาการแบบไหนที่ควรจะล้างจมูก
การ “ล้างจมูก” อาจไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนเคยทำ บางครั้งก็อาจจะยังไม่เคยรู้เลยว่ามันต้องทำด้วยหรือ รวมทั้งบางครั้งก็อาจจะรู้สึกกลัวเมื่อเห็นขั้นตอนในการทำ แต่จริงๆ แล้วการล้างจมูกไม่ได้ทำยากและไม่น่าสยองเหมือนอย่างที่คิด การล้างจมูกจะเป็นที่รู้จักดีในผู้ที่มีปัญหาเป็นโรคภูมิแพ้ ไซนัส ไอเรื้อรัง ถ้าทำการล้างจมูก เป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคไข้หวัดได้ ถ้าอยากได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น นอนหลับสบาย ตื่นมาแจ่มใสไม่อ่อนล้า กระบวนการล้างจมูกที่ถูกและก็ดีต่อสุขภาพมาฝากกันจ้ะ

อาการดังนี้ ควรจะล้างจมูก

– เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

– เป็นหวัดหลายครั้ง

– เป็นโรคจมูกอักเสบจากการรับเชื้อ

– เป็นไซนัส หรือได้รับการผ่าตัดจมูก

– เป็นโรคริดสีดวงจมูก

– ได้รับการส่องแสงรอบๆจมูก/หรือไซนัส

เครื่องมือสำหรับการล้างจมูก

– น้ำเกลือ (ความเข้มข้น 0.9%)

– กระดาษทิชชู่

– ถ้วยสำหรับใส่น้ำเกลือ 1 ถ้วย

– กระบอกเอาไว้สำหรับฉีด+ภาชนะรองน้ำจมูก

ขั้นตอน-กรรมวิธีในการล้างจมูก

1. ล้างมือให้สะอาด

2. เทน้ำเกลือใส่ภาชนะที่จัดเตรียมไว้

3. ใช้กระบอกเอาไว้สำหรับฉีดยาดูดน้ำเกลือกระทั่งเต็ม

4. น้อมตัวไปด้านหน้าก้มตัวเล็กน้อย

5. ใส่ปลายกระบอกฉีดยาเข้าไปในรูจมูกข้างที่จะล้างเล็กน้อย โดยวางปลายกระบอกเอาไว้สำหรับฉีดยาติดรูจมูกข้างบน

6. หายใจทางปากหรือกลั้นลมหายใจ ฉีดน้ำเกลือเข้าไปในจมูก จนกระทั่งน้ำเกลือรวมทั้งน้ำมูกไหลออกทางปาก หรือไหลย้อนออกมาทางจมูกอีกข้าง

7. สั่งขี้มูกพร้อมเพียงกันทั้งสองข้าง (ไม่ต้องอุดรูจมูกอีกข้างเนื่องจากว่าอาจะทำให้แก้วหูทะลุได้)

8. บ้วนน้ำเกลือ รวมทั้งน้ำมูกส่วนที่ไหลลงคอทิ้ง บ้วนเสลดในคอออก

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

ทานยำลดน้ำหนักดีหรือไม่ดี

ประโยชน์ของอาหารประเภท “ยำ”

เพราะว่าในช่วงลดความอ้วนเราจำเป็นจะต้องลดอาหารประเภทที่มาน้ำมันเยอะๆ เช่น ทอด ผัด ทานได้เฉพาะ ต้ม นึ่ง ดังนั้น อาหารประเภทยำจึงเป็นอาหารอีกประเภทนึงที่นิยมกันเพราะไม่ต้องใช้น้ำมันในการปรุง หรือเป็นอาหารที่ส่วนผสมของน้ำมันน้อยกว่าอาหารประเภทอื่นๆ จึงทำให้ยำเป็นเมนูโปรดของคนที่กำลังลดน้ำหนัก สามารถเลือกวัตถุดิบที่ให้พลังงานน้อย ๆ มาปรุงเป็นยำรสแซ่บกินกันอยู่บ่อย ๆ รวมถึงเมนูปลาเผาที่กินเนื้อปลาขาว ๆ ราดด้วยน้ำยำ กินกับสารพัดผัก และด้วยรสชาติที่จัดจ้าน แซ่บๆ ก็ช่วยให้เราที่กำลังเบื่ออหารกินได้ดีขึ้น

กินยำทุกวัน หรือบ่อย ๆ จะส่งผลกระทบอะไรต่อร่างกายหรือไม่ ?

1. วัตถุดิบในการปรุงอาหารต้องสดใหม่ และสะอาด เพราะส่วนใหญ่อาหารประเภทยำจะปรุงด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างการต้มหรือลวกน้ำร้อนให้สุกเท่านั้น (อาจมีวัตถุดิบบางประเภทที่ทำให้สุกด้วยวิธีที่ผ่านความร้อนนาน ๆ เช่น ย่าง ทอด อบ ตุ๋น ฯลฯ) เพื่อลดความเสี่ยงโรคท้องร่วง ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ เพราะอาหารประเภทยำนั้น ทำให้ท้องเสียได้ง่ายมาก จากวัตถุดิบที่ไม่สะอาดนี้

2. พยายามเลือกกินยำที่ปรุงจากวัตถุดิบที่ผ่านความร้อนทั้งหมด ยำมีหลายแบบเราควรเลือกกินยาที่ทำสุขดีกว่าดิบ โดยความคิดเดิมๆ ที่ว่า มะนาวจะช่วยฆ่าเชื้อได้ เพราะนี่ดูเป็นความเชื่อที่ผิดมาก โดยยำที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ ยำปูม้า กุ้งแช่น้ำปลา กุ้งเต้น ก้อยเนื้อขม ฯลฯ

3. ผักที่กินดิบ เช่น หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ ขึ้นฉ่าย ฯลฯ ควรล้างน้ำให้สะอาดหลาย ๆ ครั้งก่อนนำมาทำอาหาร ถึงแม้ว่าเราจะสามารถรับประทานผักได้โดยไม่ต้องทำให้สุข แต่ว่าในสมัยนี้ ผักที่เรากินกันก็เป็นอันตรายได้เหมือนกัน ทั้งหนอนที่ติดมากับผัก และยาฆ่าแมลงต่างๆ

4. ไม่ควรปรุงรสจัดจนเกินไป ควรปรุงแต่พอดี ค่อย ๆ ปรุงทีละนิด ไม่ใส่เครื่องปรุงเยอะตั้งแต่แรก นอกจากจะเสี่ยงโรคไตแล้ว อาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร ท้องเสีย ไม่ว่าจะหวานจัด เค็มจัด เผ็ดจัด ก็ไม่ดีต่อสุขภาพทั้งนั้น

5. ลดการใส่ผงชูรส หรืออาจไม่จำเป็นต้องใส่เลยก็ได้ ผงชูรสคือวัตถุสังเคราะห์ผลิตขึ้นมาใช้ปรุงอาหารในการหลอกลิ้นหลอกสมองเรา

6. ควรเลือกกินเมนูที่หลากหลาย ไม่กินเมนูเดิม ๆ บ่อย ๆ เพราะอาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

7. หากจะเลือกกินยำเพื่อเป็นเมนูลดน้ำหนัก ควรเลือกยำที่มีส่วนผสมหรือวัตถุดิบที่มีแป้งน้อยที่สุด เช่น เลือกกินยำวุ้นเส้นหมูสับ (ไม่ติดมัน) ไม่ใส่เพิ่ม เช่น ลูกชิ้น ปูอัด เพราะเป็นวัตถุดิบที่มีแป้งสูงแทนที่จะลดน้ำหนักได้กลับอ้วนขึ้น วุ้นเส้นดีกว่าการกินยำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือยำหมูยอ และเน้นปริมาณของผักให้มากที่สุดในจาน

8. แม้ว่าจะชอบยำมากแค่ไหน แต่ควรเปลี่ยนเมนูไปกินอาหารประเภทอื่นบ้าง เพื่อให้ได้คุุณค่าทางสารอาหารที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

โรคลมชักรักษาไม่ถูกวิธี อันตรายแค่ไหน?

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคลมชักเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ก่อให้เกิดความพิการทางสมองซึ่งมีผลต่อผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโรคนี้สามารถรักษาหายได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ

อันตรายจากโรคลมชัก
อาการของโรคลมชัก นั้นมีอาการที่หลากหลาย และสำหรับอาการบางอย่างที่เกิดขึ้นก็สังเกตไม่ค่อยได้ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่เคยรู้ตัวว่าเป็นโรคดังกล่าว จึงไม่ได้รักษา เช่น ภาวะเหม่อลอย เบลอ จำอะไรไม่ได้ชั่วขณะ เป็นเพียงไม่กี่วินาทีแล้วหาย ทำให้เรานั้นไม่เคยคิดหรือรู้ตัวหรือไม่ทันสังเกต และหากมีอาการเหล่านี้บ่อยขึ้น ถี่ขึ้น แม้จะไม่ได้มีอาการชัก เกร็ง หรือ กระตุก ก็ควรที่จะมาเข้าพบแพทย์เพื่อให้ประวัติอาการ ซักถามถึงประวัติการเกิดอาการ ขอคำแนะนำ รวมทั้งการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) จะสามารถบอกได้ว่าเป็นภาวะของโรคลมชักหรือไม่

ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคลมชัก หลายคนมีอาการ เช่น เห็นภาพหมุน เห็นภาพเคลื่อนไหวเร็วกว่าปกติ เห็นแสงจ้าสีสันหลากหลาย บางคนเห็นภาพหลอน หูแว่ว เมื่อได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าในสมอง จึงพบว่ามีอาการของโรคลมชัก

ร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคลมชักรักษาด้วยยากันชัก ที่เหลือจัดอยู่ในกลุ่มดื้อยากันชักซึ่งอาจรักษาหายได้ด้วยการผ่าตัดซึ่งต้องผ่านการประเมินด้วยทีมแพทย์ด้านโรคลมชัก

ในปัจจุบันประเทศไทยพบผู้ป่วยที่มีอาการลักษณะดื้อยาประมาณหลายหมื่นคนและพบการผ่าตัดสมองเพื่อทำการรักษาโรคลมชักอีกว่าประมาณร้อยกว่ารายต่อปี เนื่องจากโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการรักษาโรคลมชักด้วยการผ่าตัดสมองจริงๆ มีเพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่สามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลมชักด้วยการผ่าตัดและโรคลมชักที่มีอาการดื้อต่อยาได้อย่างครบวงจรโดย รับส่งต่อผู้ป่วยจากทั่วประเทศ

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยโรคลมชักที่ถูกต้อง
แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติม ในการปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคลมชักต้องรู้จักอาการของโรค วิธีรักษา และดูแลป้องกันให้ถูกวิธีจริงๆ จึงจะสามารถบรรเทาอาการไม่ให้กำเริบขึ้นได้ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าเป็นความเข้าใจผิดทั้งหมดเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการเอาช้อนหรือสิ่งของต่างๆ ไปงัดปากผู้ป่วยขณะอาการกำเริบขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยกัดลิ้นตัวเองซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดอย่างแรง เพราะการเอาสิ่งของต่างๆ เข้าปากผู้ป่วยจะเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดการสำลัก หรือสิ่งของนั้นหลุดลงไปในหลอดลม เกิดการอุดตันในทางเดินหายใจ อาจทำให้เสียชีวิตได้

สำหรับวิธีที่ถูกต้องและจดจำง่าย “ไม่งัด ไม่ง้าง ไม่ถ่าง ไม่กด ไม่ทั้งหมด ชักหยุดเองได้” โดยสิ่งที่สามารถทำได้จริงๆ คือ เมื่อคุณพบว่าผู้ป่วยอาการกำเริบ คุณเพียงให้การช่วยเหลือด้วยการจัดการกับสภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวผู้ป่วยขณะมีอาการชัก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย เช่น การพลัดตก การกระแทกของแข็ง ของมีคม เป็นต้น และเมื่ออาการของผู้ป่วยหยุดบรรเทาลงหรือหยุดชักจึงค่อยๆ นำผู้ป่วยมานอนตะแคงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยๆ คลายเสื้อผ้าให้หลวมขึ้น อยู่ในที่ที่อากาศมีความถ่ายเท นอกจากภาวะชักเกร็งกระตุกแล้ว ยังต้องระวังกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการชักเหม่อลอย เนื่องจากเมื่อมีอาการจะไม่รู้สึกตัวและอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น ว่ายน้ำแล้วเกิดจมน้ำ ชักขณะขับรถ เป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อตนเอง ผู้ร่วมเส้นทางหรือทรัพย์สินได้ ส่วนผู้ป่วยที่ต้องทำงานกับเครื่องจักรจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

ดังนั้นจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจเกิดอันตรายขณะชักได้ ซึ่งผู้ใกล้ชิด คนในครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน ควรจะทำความเข้าใจกับโรคนี้เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยโรคลมชักมีอาการกำเริบโดยมีภาวะชักเกร็ง กระตุก ไม่เกิน 2 นาที ประมาณนี้ แต่หากชักนานกว่านี้โดยชักนานถึง 5 นาที ควรรีบนำส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หรือโทรแจ้งหมายเลข 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะชักต่อเนื่องไม่หยุด และแสดงว่าดื้อต่อการรักษาด้วยยาเพิ่มมากขึ้นด้วย

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

ใช้ช้อนกลางห่างไกลโรค

คนไทย ร้านอาหาร และแผงลอย ใช้ช้อนกลางทุกครั้งเมื่อกินอาหารร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แนะวิธีใช้ช้อนกลางที่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลอาหาร ลดการปนเปื้อนทางน้ำลาย

ความสำคัญของ “ช้อนกลาง”
แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ช้อนกลางถือเป็นเกราะป้องกันการติด โรคต่างๆ และลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อที่ออกมาทางน้ำลาย เช่น คอตีบ วัณโรค โปลิโอ ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ไข้หวัดใหญ่ คางทูม รวมทั้งโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่พบเชื้อในน้ำลายอื่นๆ และโรคที่ติดต่อผ่านทางอาหารและน้ำเป็นสื่อได้ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ

โดยจากการสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการของประเทศไทยยังพบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ยังไม่ใช้ช้อนกลาง และบางครัวเรือนใช้ช้อนกลางไม่ถูกต้อง โดยใช้ช้อนกลางตักอาหารกินเลย ขณะที่ในร้านอาหารบางร้านยังพบว่าไม่มีช้อนกลางวางไว้ประจำโต๊ะ หรือเสิร์ฟมาพร้อมกับอาหาร และยังคงต้องให้ลูกค้าร้องขอ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อาจเสี่ยงติดโรคได้ กรมอนามัยจึงรณรงค์ให้ประชาชนใช้ช้อนกลางในการ กินอาหารร่วมกันทุกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อทางน้ำลายหรือจากเสมหะของผู้ป่วย เพราะเพียงแค่กินอาหารร่วมกันก็ติดโรคได้

ใช้ “ช้อนกลาง” ให้ถูกต้อง
การใช้ช้อนกลางที่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลอาหาร คือ

  1. ควรเตรียมช้อนกลางที่สะอาด หรืออุปกรณ์ที่ใช้ตักอาหารให้เหมาะกับชนิดของอาหาร และมีจำนวนให้ครบตามจำนวนชนิดของอาหารที่จะกินอย่างน้อย 1 คันต่ออาหาร 1 ชนิด
  2. ใช้ช้อนกลางที่เตรียมไว้เพื่อตักอาหารมาใส่ที่จานข้าว หรือถ้วยแบ่งของตนเอง
  3. ห้ามใช้ช้อนกลางตักอาหารที่กินร่วมกันเข้าปากโดยตรง
  4. ร้านอาหาร และแผงลอยที่นอกจากจะต้องใส่ใจปรุงอาหารที่สะอาดปลอดภัยแล้ว ควรเสิร์ฟช้อนกลางทุกครั้งเมื่อลูกค้าสั่งอาหารมากินร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป หรือมีช้อนกลางบริการไว้ให้ที่โต๊ะอาหาร สำหรับผู้บริโภคต้องสร้างค่านิยมใหม่ในการใช้ช้อนกลาง เมื่อกินอาหารร่วมกัน รวมทั้งสำรับอาหารที่ถวายพระต้องมีช้อนกลางด้วยทุกครั้งเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคระหว่างกัน ซึ่งการปลูกฝังสุขนิสัยและสร้างพฤติกรรมใช้ช้อนกลางที่ถูกต้องแก่ประชาชนสามารถช่วยลดการปนเปื้อนของเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้
สุขภาพ

โรคกระดูกพรุนสาเหตุที่ส่งผลให้กระดูกหัก

 

สาเหตุหลักของกระดูกหัก

สาเหตุหลักของกระดูกหัก นอกจากอุบัติเหตุจากการจราจรแล้ว ยังมีอุบัติเหตุจากการทำงาน การเล่นกีฬา อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งพบมากขึ้นเรื่อยๆ คือ กระดูกหักในผู้สูงอายุ ซึ่งมีคุณภาพของกระดูกลดน้อยลงหากมีอุบติเหตุเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลให้เกิดกระดูกหักไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง

อาการกระดูกหัก

อาการกระดูกหักมักเห็นชัดเจนจะบวมปวด ไม่สามารถลงน้ำหนักหรือเคลื่อนไหวได้บริเวณที่หัก โดยเฉพาะกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุจะมีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน ดังนั้นจึงควร ตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก ทุกปี เพื่อป้องกันกระดูกทรุดตัว เสริมความแข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย ทานอาหารแคลเซียมสูงตั้งแต่อายุยังน้อย

ผ่าตัดเชื่อมกระดูกหักแบบแผลเล็ก

ปัจจุบันใช้เทคนิคผ่าตัดเชื่อมกระดูกหักแบบแผลเล็ก เปิดแผลเล็กหัวท้ายของตำแหน่งกระดูกที่หักแล้วสอดเหล็กดามใต้กล้ามเนื้อคล้ายขบวนรถไฟใต้ดิน แล้วยึดกระดูกด้วยสกรูว์ เนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บน้อยกว่าผ่าเปิดแผลยาว ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ กระดูกติดดี ฟื้นตัวเร็วขึ้น หากมีกระดูกพรุนหักยุบและปวดหลังมากอาจรักษาด้วยการฉีดซีเมนต์เสริมกระดูกสันหลัง

กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ

จากสถิติพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตภายในปีแรก 20 เปอร์เซ็นต์ และเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่ความพิการ ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก 40 เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง ส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ผู้ป่วยต้องพึ่งพาผู้อื่นในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน

ปัญหากระดูกหักในผู้สูงอายุ หลักๆ มีอยู่ 3 ที่ คือ ข้อมือ สันหลัง และสะโพก ขึ้นอยู่กับว่าล้มท่าไหน แต่กระดูกข้อมือหัก กระดูกหลังทรุดตัวไม่ถึงขั้นเสียชีวิต และมักจะไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ส่วนกระดูกสะโพกหักถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดรักษาอาจต้องนอนติดเตียงทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนจากการนอนนิ่งๆ เป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดแผลกดทับ กระเพาะปัสสาวะอักเสบติดเชื้อ หรือปอดบวม ซึ่งอาจเสียชีวิตในที่สุด

ถ้ามือหรือแขนหักใส่เฝือกได้ สันหลังหักยังเดินได้ไม่ถึงขั้นเป็นอัมพาต แต่ถ้าสะโพกหักจะเกิดอันตรายจากโรคแทรกซ้อน จากประสบการณ์ถ้ากระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่เกินกว่า 90% ถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดมักจะเดินไม่ได้ บางรายที่เป็นแค่กระดูกร้าวถือว่าโชคดี ซึ่งกระดูกอาจจะสามารถติดได้ภายในระยะเวลา 2-3 เดือนไม่ต้องผ่าตัด ทั้งนี้ถ้ากระดูกสะโพกหักแล้วได้รับการผ่าตัดเร็วผู้สูงอายุก็จะฟื้นตัวเร็ว ความเจ็บปวดน้อย สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมได้เร็ว กลุ่มผู้ป่วยสูงอายุจะเป็นกลุ่มที่เราต้องรักษาให้เร็ว พยายามให้เจ็บปวดน้อย สามารถลุกออกจากเตียงได้เร็ว ป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน

การรักษากระดูกสะโพกหัก

กรณีผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก วิธีการรักษาจะพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยและตำแหน่งการหักของกระดูกสะโพก โดยจะมี 2 วิธีคือ วิธีแรกการผ่าตัดใส่ข้อสะโพกข้อเทียม วิธีที่สองการผ่าตัดเพื่อยึดตรึงกระดูกไว้ภายใน โดยการผ่าตัดใส่โลหะพิเศษยึดกระดูกไว้ให้เข้าที่และเกิดการติดของกระดูกตามธรรมชาติ ซึ่งแนวทางการดูแลผู้ป่วยสูงอายุกระดูกสะโพกหักไม่ได้จบแค่การผ่าตัด ยังต้องมีการประเมินและรักษาภาวะกระดูกพรุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอีกส่วนหนึ่ง ตลอดจนกระทั่งการป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน และยังรวมถึงการดูแลหลังการผ่าตัดด้วยการกายภาพบำบัดเฉพาะสำหรับผู้สูงวัย ทั้งการฝึกเดินโดยใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น เครื่องพยุงน้ำหนักคนไข้ให้ตัวเบาเหมือนเดินอยู่ในอวกาศที่เรียกว่า Alter G หรือการกายภาพบำบัดในน้ำที่เรียกว่า ธาราบำบัด เป็นต้น ทั้งนี้การประเมินการทรงตัวและการฝึกการทรงตัวเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเน้นเพื่อป้องกันการหกล้ม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดกระดูกสะโพกหักซ้ำได้

สุขภาพ

ทำความรู้จักกับไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์ รู้จักกันสักหน่อย

ไขมันทรานส์ (Trans Fat) คือ กรดไขมันที่เกิดจากกระบวนการแปรรูปกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันพืช ให้เป็นกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) กระบวนการแปรรูปไขมันนี้เรียกว่า “ไฮโดรจีเนชั่น” (Hydrogenation) ซึ่งจะทำให้อาหารคงความแข็งตัวที่อุณหภูมิห้อง มีอายุการเก็บนาน ชะลอการเหม็นหืน โดยที่เนื้อสัมผัสของอาหารไม่แห้ง และมีรสชาติดี เช่น เนยเทียม มาร์การีน ครีมเทียม

ไขมันทรานส์​อันตรายแค่ไหน

ไขมันทรานส์จัดเป็นไขมันชนิดที่อันตรายสูงสุดต่อสุขภาพ เนื่องด้วยตัวไขมันทรานส์เองสามารถเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-cholesterol) ได้ หากบริโภคไขมันทรานส์ในปริมาณ 4% ของพลังงานหรือมากกว่านั้น อีกทั้งหากร่างกายได้รับไขมันทรานส์ปริมาณประมาณ 5-6% ของพลังงานทั้งหมด ระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีในร่างกายก็จะลดลงด้วย

ฉะนั้นเมื่อคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-cholesterol) ในร่างกายเพิ่มมากขึ้น คอเลสเตอรอลก็จะเกาะติดผนังหลอดเลือดแดงได้สะดวกขึ้น ทำให้หลอดเลือดแดงแข็งและตีบตัน ก่อเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจนั่นเอง

แต่อย่าคิดว่าจะจบเพียงเท่านี้นะคะ เพราะไขมันทรานส์ยังถูกวิจัยมาแล้วว่ามีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคอัลไซเมอร์ จอประสาทตาเสื่อม โรคนิ่วในถุงน้ำดี และการอักเสบ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรังไม่ติดต่อทั้งหลาย นอกจากนี้ในเดือนมกราคม 2550 ยังมีรายงานว่า ไขมันทรานส์อาจทำให้ผู้หญิงมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ยากขึ้นด้วย

ดังนั้นองค์การอนามัยโลก (WHO) จึงมีข้อแนะนำว่า ไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันทรานส์เกินร้อยละ 1 ของพลังงาน ซึ่งพลังงานเฉลี่ยที่ควรได้รับอยู่ที่ 2,000 กิโลแคลอรีต่อวันในเพศชาย ก็แสดงว่าไม่ควรทานอาหารที่มีไขมันทรานส์เกิน 2.2 กรัมต่อวัน หรือคิดเป็น 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค

ไขมันทรานส์อยู่ในอาหารประเภทไหน

ด้วยความที่ไขมันทรานส์เกิดมาจากการแปรรูปน้ำมันพืชชนิดเหลวให้กลายเป็นไขมันชนิดแข็ง ไขมันทรานส์จึงพบมากที่สุดในมาร์การีนชนิดแท่ง เนยขาว คุกกี้ เค้ก แครกเกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ และโดนัท รวมไปถึงบรรดาอาหารประเภททอดทั้งหลายก็มีไขมันทรานส์แอบแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน

ไขมันทรานส์ถูกจัดให้เป็นไขมันที่อันตรายต่อสุขภาพจนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) สั่งแบนไขมันทรานส์และบังคับให้ผู้ประกอบการด้านอาหารยุติการใช้ไขมันทรานส์เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของอาหาร โดยมีกำหนดจะกำจัดไขมันทรานส์ออกไปจากแผ่นดินอเมริกาภายในระยะเวลา 3 ปี นับจากนี้

ขณะที่ประเทศไทย ได้มีความพยายามผลักดันให้แบนไขมันทรานส์มานานแล้วเช่นกัน ซึ่งในที่สุดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2561 ได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข สั่งห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายไขมันทรานส์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว [อ่านข่าว กระทรวงสาธารณสุข ประกาศห้ามผลิต – นำเข้าไขมันทรานส์ มีผลอีก 180 วัน] หลังจากนี้เราคงได้เห็นการปรับตัวครั้งใหญ่ในวงการอาหาร เพราะเมื่อไม่สามารถใช้น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนได้ ผู้ผลิตอาหารอาจต้องกลับไปใช้เนยจริงแทน

 

อย่างไรก็ตามระหว่างนั้น เราเองก็สามารถหลบเลี่ยงไขมันทรานส์ได้ตามนี้ค่ะ

– หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของเนยเทียม (margarine) หรือเนยขาว (shortening) รวมทั้งมาการีน ครีมเทียม วิปปิ้งครีม เช่น เค้ก คุกกี้ ฟาสต์ฟู้ด ขนมอบกรอบ ขนมขบเคี้ยว

– อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีข้อความว่า “partially hydrogenated oil” อยู่บนฉลาก

– หลีกเลี่ยงอาหารทอด เช่น มันฝรั่งทอด ไก่ทอด นักเกต ปาท่องโก๋

– เลือกใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด

– ดื่มนมไขมันต่ำ (low fat milk) หรือนมที่ไม่มีไขมัน (skim milk) แทนนมไขมันเต็มส่วน (whole milk)

– ลดหรือเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ไขมันสูง ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกกินเนื้อปลาและเนื้อสัตว์ไม่ติดมันจะปลอดภัยกว่า

– กินผักและผลไม้ทุกมื้อ

 

เห็นไหมคะว่าไขมันทรานส์อยู่ใกล้ตัวเรามากจริง ๆ แต่ถ้าจะบอกให้เลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์ผสมอยู่แบบเด็ดขาดเลยอาจจะยากเกินไปสักหน่อย ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ห่างไกลโรคลองเริ่มลดปริมาณการบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์ทีละนิด ๆ ไปก่อนก็ได้ พึงระลึกไว้เสมอค่ะว่าการป้องกันไม่ให้เกิดโรคยังไงก็เวิร์กกว่าป่วยไปแล้วถึงค่อยมารักษาโรคนะ