สุขภาพ

โรคกระดูกพรุนสาเหตุที่ส่งผลให้กระดูกหัก

 

สาเหตุหลักของกระดูกหัก

สาเหตุหลักของกระดูกหัก นอกจากอุบัติเหตุจากการจราจรแล้ว ยังมีอุบัติเหตุจากการทำงาน การเล่นกีฬา อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งพบมากขึ้นเรื่อยๆ คือ กระดูกหักในผู้สูงอายุ ซึ่งมีคุณภาพของกระดูกลดน้อยลงหากมีอุบติเหตุเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลให้เกิดกระดูกหักไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง

อาการกระดูกหัก

อาการกระดูกหักมักเห็นชัดเจนจะบวมปวด ไม่สามารถลงน้ำหนักหรือเคลื่อนไหวได้บริเวณที่หัก โดยเฉพาะกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุจะมีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน ดังนั้นจึงควร ตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก ทุกปี เพื่อป้องกันกระดูกทรุดตัว เสริมความแข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย ทานอาหารแคลเซียมสูงตั้งแต่อายุยังน้อย

ผ่าตัดเชื่อมกระดูกหักแบบแผลเล็ก

ปัจจุบันใช้เทคนิคผ่าตัดเชื่อมกระดูกหักแบบแผลเล็ก เปิดแผลเล็กหัวท้ายของตำแหน่งกระดูกที่หักแล้วสอดเหล็กดามใต้กล้ามเนื้อคล้ายขบวนรถไฟใต้ดิน แล้วยึดกระดูกด้วยสกรูว์ เนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บน้อยกว่าผ่าเปิดแผลยาว ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ กระดูกติดดี ฟื้นตัวเร็วขึ้น หากมีกระดูกพรุนหักยุบและปวดหลังมากอาจรักษาด้วยการฉีดซีเมนต์เสริมกระดูกสันหลัง

กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ

จากสถิติพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตภายในปีแรก 20 เปอร์เซ็นต์ และเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่ความพิการ ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก 40 เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง ส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ผู้ป่วยต้องพึ่งพาผู้อื่นในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน

ปัญหากระดูกหักในผู้สูงอายุ หลักๆ มีอยู่ 3 ที่ คือ ข้อมือ สันหลัง และสะโพก ขึ้นอยู่กับว่าล้มท่าไหน แต่กระดูกข้อมือหัก กระดูกหลังทรุดตัวไม่ถึงขั้นเสียชีวิต และมักจะไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ส่วนกระดูกสะโพกหักถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดรักษาอาจต้องนอนติดเตียงทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนจากการนอนนิ่งๆ เป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดแผลกดทับ กระเพาะปัสสาวะอักเสบติดเชื้อ หรือปอดบวม ซึ่งอาจเสียชีวิตในที่สุด

ถ้ามือหรือแขนหักใส่เฝือกได้ สันหลังหักยังเดินได้ไม่ถึงขั้นเป็นอัมพาต แต่ถ้าสะโพกหักจะเกิดอันตรายจากโรคแทรกซ้อน จากประสบการณ์ถ้ากระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่เกินกว่า 90% ถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดมักจะเดินไม่ได้ บางรายที่เป็นแค่กระดูกร้าวถือว่าโชคดี ซึ่งกระดูกอาจจะสามารถติดได้ภายในระยะเวลา 2-3 เดือนไม่ต้องผ่าตัด ทั้งนี้ถ้ากระดูกสะโพกหักแล้วได้รับการผ่าตัดเร็วผู้สูงอายุก็จะฟื้นตัวเร็ว ความเจ็บปวดน้อย สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมได้เร็ว กลุ่มผู้ป่วยสูงอายุจะเป็นกลุ่มที่เราต้องรักษาให้เร็ว พยายามให้เจ็บปวดน้อย สามารถลุกออกจากเตียงได้เร็ว ป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน

การรักษากระดูกสะโพกหัก

กรณีผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก วิธีการรักษาจะพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยและตำแหน่งการหักของกระดูกสะโพก โดยจะมี 2 วิธีคือ วิธีแรกการผ่าตัดใส่ข้อสะโพกข้อเทียม วิธีที่สองการผ่าตัดเพื่อยึดตรึงกระดูกไว้ภายใน โดยการผ่าตัดใส่โลหะพิเศษยึดกระดูกไว้ให้เข้าที่และเกิดการติดของกระดูกตามธรรมชาติ ซึ่งแนวทางการดูแลผู้ป่วยสูงอายุกระดูกสะโพกหักไม่ได้จบแค่การผ่าตัด ยังต้องมีการประเมินและรักษาภาวะกระดูกพรุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอีกส่วนหนึ่ง ตลอดจนกระทั่งการป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน และยังรวมถึงการดูแลหลังการผ่าตัดด้วยการกายภาพบำบัดเฉพาะสำหรับผู้สูงวัย ทั้งการฝึกเดินโดยใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น เครื่องพยุงน้ำหนักคนไข้ให้ตัวเบาเหมือนเดินอยู่ในอวกาศที่เรียกว่า Alter G หรือการกายภาพบำบัดในน้ำที่เรียกว่า ธาราบำบัด เป็นต้น ทั้งนี้การประเมินการทรงตัวและการฝึกการทรงตัวเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเน้นเพื่อป้องกันการหกล้ม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดกระดูกสะโพกหักซ้ำได้

สุขภาพ

ทำความรู้จักกับไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์ รู้จักกันสักหน่อย

ไขมันทรานส์ (Trans Fat) คือ กรดไขมันที่เกิดจากกระบวนการแปรรูปกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันพืช ให้เป็นกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) กระบวนการแปรรูปไขมันนี้เรียกว่า “ไฮโดรจีเนชั่น” (Hydrogenation) ซึ่งจะทำให้อาหารคงความแข็งตัวที่อุณหภูมิห้อง มีอายุการเก็บนาน ชะลอการเหม็นหืน โดยที่เนื้อสัมผัสของอาหารไม่แห้ง และมีรสชาติดี เช่น เนยเทียม มาร์การีน ครีมเทียม

ไขมันทรานส์​อันตรายแค่ไหน

ไขมันทรานส์จัดเป็นไขมันชนิดที่อันตรายสูงสุดต่อสุขภาพ เนื่องด้วยตัวไขมันทรานส์เองสามารถเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-cholesterol) ได้ หากบริโภคไขมันทรานส์ในปริมาณ 4% ของพลังงานหรือมากกว่านั้น อีกทั้งหากร่างกายได้รับไขมันทรานส์ปริมาณประมาณ 5-6% ของพลังงานทั้งหมด ระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีในร่างกายก็จะลดลงด้วย

ฉะนั้นเมื่อคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-cholesterol) ในร่างกายเพิ่มมากขึ้น คอเลสเตอรอลก็จะเกาะติดผนังหลอดเลือดแดงได้สะดวกขึ้น ทำให้หลอดเลือดแดงแข็งและตีบตัน ก่อเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจนั่นเอง

แต่อย่าคิดว่าจะจบเพียงเท่านี้นะคะ เพราะไขมันทรานส์ยังถูกวิจัยมาแล้วว่ามีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคอัลไซเมอร์ จอประสาทตาเสื่อม โรคนิ่วในถุงน้ำดี และการอักเสบ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรังไม่ติดต่อทั้งหลาย นอกจากนี้ในเดือนมกราคม 2550 ยังมีรายงานว่า ไขมันทรานส์อาจทำให้ผู้หญิงมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ยากขึ้นด้วย

ดังนั้นองค์การอนามัยโลก (WHO) จึงมีข้อแนะนำว่า ไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันทรานส์เกินร้อยละ 1 ของพลังงาน ซึ่งพลังงานเฉลี่ยที่ควรได้รับอยู่ที่ 2,000 กิโลแคลอรีต่อวันในเพศชาย ก็แสดงว่าไม่ควรทานอาหารที่มีไขมันทรานส์เกิน 2.2 กรัมต่อวัน หรือคิดเป็น 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค

ไขมันทรานส์อยู่ในอาหารประเภทไหน

ด้วยความที่ไขมันทรานส์เกิดมาจากการแปรรูปน้ำมันพืชชนิดเหลวให้กลายเป็นไขมันชนิดแข็ง ไขมันทรานส์จึงพบมากที่สุดในมาร์การีนชนิดแท่ง เนยขาว คุกกี้ เค้ก แครกเกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ และโดนัท รวมไปถึงบรรดาอาหารประเภททอดทั้งหลายก็มีไขมันทรานส์แอบแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน

ไขมันทรานส์ถูกจัดให้เป็นไขมันที่อันตรายต่อสุขภาพจนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) สั่งแบนไขมันทรานส์และบังคับให้ผู้ประกอบการด้านอาหารยุติการใช้ไขมันทรานส์เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของอาหาร โดยมีกำหนดจะกำจัดไขมันทรานส์ออกไปจากแผ่นดินอเมริกาภายในระยะเวลา 3 ปี นับจากนี้

ขณะที่ประเทศไทย ได้มีความพยายามผลักดันให้แบนไขมันทรานส์มานานแล้วเช่นกัน ซึ่งในที่สุดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2561 ได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข สั่งห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายไขมันทรานส์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว [อ่านข่าว กระทรวงสาธารณสุข ประกาศห้ามผลิต – นำเข้าไขมันทรานส์ มีผลอีก 180 วัน] หลังจากนี้เราคงได้เห็นการปรับตัวครั้งใหญ่ในวงการอาหาร เพราะเมื่อไม่สามารถใช้น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนได้ ผู้ผลิตอาหารอาจต้องกลับไปใช้เนยจริงแทน

 

อย่างไรก็ตามระหว่างนั้น เราเองก็สามารถหลบเลี่ยงไขมันทรานส์ได้ตามนี้ค่ะ

– หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของเนยเทียม (margarine) หรือเนยขาว (shortening) รวมทั้งมาการีน ครีมเทียม วิปปิ้งครีม เช่น เค้ก คุกกี้ ฟาสต์ฟู้ด ขนมอบกรอบ ขนมขบเคี้ยว

– อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีข้อความว่า “partially hydrogenated oil” อยู่บนฉลาก

– หลีกเลี่ยงอาหารทอด เช่น มันฝรั่งทอด ไก่ทอด นักเกต ปาท่องโก๋

– เลือกใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด

– ดื่มนมไขมันต่ำ (low fat milk) หรือนมที่ไม่มีไขมัน (skim milk) แทนนมไขมันเต็มส่วน (whole milk)

– ลดหรือเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ไขมันสูง ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกกินเนื้อปลาและเนื้อสัตว์ไม่ติดมันจะปลอดภัยกว่า

– กินผักและผลไม้ทุกมื้อ

 

เห็นไหมคะว่าไขมันทรานส์อยู่ใกล้ตัวเรามากจริง ๆ แต่ถ้าจะบอกให้เลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์ผสมอยู่แบบเด็ดขาดเลยอาจจะยากเกินไปสักหน่อย ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ห่างไกลโรคลองเริ่มลดปริมาณการบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์ทีละนิด ๆ ไปก่อนก็ได้ พึงระลึกไว้เสมอค่ะว่าการป้องกันไม่ให้เกิดโรคยังไงก็เวิร์กกว่าป่วยไปแล้วถึงค่อยมารักษาโรคนะ

การลดน้ำหนัก, สุขภาพ

วิธีลดน้ำหนักสำหรับมือใหม่

สำหรับมือใหม่แล้วก็ การลดน้ำหนักด้วยเทคนิคต่างๆนานา อาจเป็นเรื่องยุ่งยาก โหดร้าย ทำลายความรู้สึก เพราะยังคงติดการใช้ชีวิตแบบเดิมๆอยู่ ทาง LOVEFITT จึงได้รวบรวมเทคนิคขั้นพื้นฐานของการลดน้ำหนักสำหรับผู้เริ่มต้นลดน้ำหนักมาให้ใช้กันค่ะ

เมื่อรู้แล้วว่าอ้วน เสื้อผ้าคับ เดินไม่สบาย หอบง่าย หายใจไม่ทั่วท้อง หน้าบาน แก้มห้อย เพื่อนแซว แฟนทิ้ง แม่บ่น ต่างๆนานาที่เป็นสัญญาณเตือนว่าเราอ้วนจนเกินจะเยียวยา เพราะสุขภาพเริ่มแย่ทำอะไรๆก็ไม่สะดวก ก่อนจะเริ่มวิธีการต่างๆนั้นเราควรเริ่มที่การตั้งใจมุ่งมั่นอย่างจริงจังเสียก่อน ทำความเข้าใจก่อนว่าการจะลดนั้นต้องอาศัยเวลา ความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ความอดทนเพียงอย่างเดียว เมื่อมุ่งมั่นแล้วจงทำให้สุดความสามารถแล้วเริ่มปฏิบัติดังนี้

คำนวน ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วน และ จดบันทึก

  • ก่อนอื่นเราเราต้องรู้ตัวก่อนว่าเราอ้วนแค่ไหน โดยการชั่งน้ำหนัก หรือ วัดรอบเอว ขนาดรอบเอว(ระดับสะดือ)โดยค่าจะต้องไม่เกิน ส่วนสูงของเรา หารด้วย 2 ถ้าเกินนั้นหมายถึงคุณอ้วนลงพุงแล้ว หรือจะดูจากว่าเราเป็นเพศอะไร มีกิจกรรมการทำงานอย่างไร ต้องใช้พลังงานต่อวันเท่าไหร่ โดยมากค่าเฉลี่ยของชายจะใช้พลังงานอยู่ที่ไม่เกิน 2000 kcal ต่อวัน และผู้หญิงจะใช้ไม่เกิน 1600kcal ต่อวัน และผู้ใช้แรงงานอยู่ที่ 2400 kcal ต่อวัน หรือวัดสัดส่วนของร่างกายที่ตำแหน่ง รอบอก รอบเอว รอบสะโพก รอบต้นแขน และ รอบต้นขา จดบันทึก รายละเอียดต่างๆตอนเริ่มต้นไว้

ตัดอาหารที่ไม่จำเป็นกับเราเสียก่อน

  • อาหารที่จำเป็นกับเราคืออาหารหลักที่จำเป็นต่อการดำรงค์ชีวิต สมัยโบราณแต่เก่าก่อน เราทานข้าวทานอาหารกันเป็นมื้อๆ ไม่มีของว่างจุบจิบระหว่างมื้อ แต่ในปัจจุบันคนมักทานเพื่อความบันเทิงกันมาก มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจึงทำให้คนมีภาวะโรคอ้วนเฉลี่ยสูงขึ้นทุกๆปี จึงแนะนำให้ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกเสียก่อน เช่น ของว่างระหว่างวัน เครื่องดื่ม ของขบเคี้ยวจุบจิบ ของหวานล้างปาก ของกินฆ่าเวลา เพราะความจริงแล้วเมื่อเราตัดหรือลดมื้อย่อยๆเหล่านี้ได้ เราอาจสามารถลดพลังงานที่เหลือใช้ลงได้ถึงวันนึงอย่างน้อย 400 – 500 kcal เลยทีเดียว

หลีกเลี่ยง ของทอด ของหวาน ของมัน ของเค็ม

  • เมื่อเราตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกได้ซักระยะนึงจนรู้สึกมั่นใจกับการลดน้ำหนักได้แล้ว จึงเริ่มสังเกตุและปรับแก้ที่อาหารหลัก ตรวจเช็คอาหารหลักของเราว่าปรุงด้วยวิธีใด พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด ผัดน้ำมันเยอะ หรืออาหารอบที่ใช้ นม เนย สูงๆ หันมารับประทานอาหารที่ปรุงด้วยการ ต้ม นึ่ง เผา ย่าง และตรวจเช็คว่า สิ่งเราทานนั้นมีรสจัดเกินไปหรือไม่ เพราะอาหารรสจัด ก็มีผลกับน้ำหนักตัวเช่นกัน โดย ลดปริมาณความหวานจากน้ำตาล และ ความเค็มจากซอสต่างๆลง

ออกแรง ออกกำลังกาย ขยับตัวให้มาก

  • อย่าเข้าใจผิดว่าการออกกำลังกายนั้นจำเป็นจะต้องไปออกที่สนาม ออกไปวิ่ง ไปฟิตเนสเพียงอย่างเดียว แต่การออกกำลังกายนั้นสามารถทำได้ ทุกที่ทุกเวลา เพียงเราใช้การขยับตัวให้มากขึ้น เดินไปไหนมาไหน ทำกิจกรรมต่าง แทนการนั่ง-นอนเฉยๆอยู่กับบ้าน ทุกๆกิจกรรมก็สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้หมด (วิธีการออกกำลังกายเพื่อนการลดน้ำหนัก) สำหรับคนที่จะจริงจังด้านการออกกำลังกายควรเริ่มทำทีละน้อยตามสภาพร่างกาย อย่าหักโหม ค่อยเป็นค่อยไป โดยคิดถึงหลักการคล่าวๆคือ ถ้าออกแรงน้อยให้ใช้เวลานานหน่อย แต่ถ้าออกแรงมากก็ ขอเป็น 40 นาที นาทีที่ 41 เป็นต้นไปถือเป็นกำไร ทำไมต้อง 40 นาที

เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์

  • เมื่อลดของที่ไม่จำเป็น ลดแหล่งความอ้วนได้แล้ว เราควรเพิ่มของที่ประโยชน์แก่ร่างกายเข้ามาแทน ทานผัก ทานผลไม้ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ นม ข้าวแป้งไม่ขัดสีให้มากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นขุมพลังงานสะอาดและสารอาหารที่มีประโยชน์ ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทานเท่าไหร่ถึงพอดี อย่าอดหรือข้ามมื้อ หรือตัดสิ่งใดสิ่งนึงไปเลย แต่ควรเลือกทานในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า เพื่อลดอาการเครียด ถ้าอยากก็จงทานอย่างมีสติแล้วกลับมาควบคุมตามแผนอย่างเดิม เพราะการทานมื้อใหญ่เพียงมื้อเดียวไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่อทำตามที่กล่าวไปแล้วน้ำหนักจะลดลงอย่างช้าๆ เพราะนั้นคือการปรับสมดุลให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี อย่าคาดหวังตัวเลขบนตราชั่งมากนัก ระหว่างทางอาจมีบ้างที่น้ำหนักจะนิ่ง แต่อย่ากังวล ให้เราใช้การวัดสัดส่วน สำรวจรูปร่างตัวเอง จากเสื้อผ้าจากคนรอบข้าง เพราะสิ่งที่เรากำลังทำต้องใช้เวลา เรากำลังเปลี่ยนแปลงพฤิกรรม ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าเปรียบเทียบกะใคร เราแข่งกับตัวเอง เพื่อให้ใด้สุขภาพที่ดี ขอให้ทำอย่างต่อเนื่อง หรือกลับมาทบทวนว่าเราขาดหรือหลุดในจุดไหนไปก็ปรับแก้ไป และผลสำเร็จที่ได้มานั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขบนตราชั่งเท่านั้น แต่มันจะเห็นผลชัดเจนที่เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ฟิตขึ้น และมีรูปร่างที่ดีเป็นของแถม

สุขภาพ

ไข้หวัดใหญ่ H1N1 ระวังให้ดี อันตรายถึงชีวิต

ไข้หวัดใหญ่ H1N1 
อีกหนึ่งโรคที่มักมีการระบาดทุกปีเป็นประจำในฤดูฝน นั่นก็คือโรคไข้หวัดใหญ่ ที่ฟังดูคล้าย ๆ โรคไข้หวัดแต่กลับมีความรุนแรงมากกว่า ยิ่งอยู่ในช่วงระบาดมักมีการรายงานถึงจำนวนคนตายจากโรคนี้แทบทุกปี ปีนี้ก็เช่นกันที่มีสถิติคนตายจากโรคไข้หวัดใหญ่ไม่น้อยโดยเฉพาะสายพันธุ์ H1N1 มีรายงานจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าถึงจำนวนผู้ตายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอาการป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในสายพันธุ์ดังกล่าวและยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

โรคไข้หวัดใหญ่ จะถูกแบ่งออกเป็นสายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B โดยในสายพันธุ์ที่มีชื่อเรียกว่า H1N1 จะถูกจัดอยู่ในสายพันธุ์ A อาการป่วยของโรคไข้หวัดใหญ่จะเหมือนกันทุกสายพันธุ์คือมีไข้สูง อาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว มีอาการในระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ไอ จาม บางรายอาจมีอาการในระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน วิธีการสังเกตเพื่อแยกแยะระหว่างไข้หวัดทั่วไปและไข้หวัดใหญ่คือ อาการของไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงกว่าอยู่ที่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป

 

สำหรับการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 เริ่มต้นขึ้นในปี 2009 มีการระบาดในทวีปอเมริกาเหนือ อย่างในประเทศเม็กซิโก และประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นก็มีการระบาดไปทั่วโลก โดยจะระบาดตามฤดูกาลพบในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ซึ่งมีการระบาดในประเทศไทยหลังจากปี 2009 เป็นต้นมา พบว่ามีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในทุก ๆ ปี

 

โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย หากผู้ป่วยไอหรือจามแล้วคนปกติเข้าไปใกล้ก็มีโอกาสรับเชื้อได้และเกิดการติดต่อ ดังนั้นในผู้ป่วยโรคดังกล่าวควรป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค โดยการปิดปากเมื่อไอหรือจามและล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลฆ่าเชื้อโรค รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัยเป็นสิ่งที่ควรทำหากรู้ตัวว่ามีเชื้ออยู่ในร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น ที่สำคัญที่สุดผู้ป่วยโรคนี้ไม่ควรออกจากบ้าน หากทำงานหรือเรียนหนังสืออยู่ควรลา เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

การป้องกัน รักษาโรคดังกล่าวในคนปกติอย่าพยายามเข้าใกล้ผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด และไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น การรับประทานควรใช้ช้อนกลางในการตักอาหาร และกินอาหารปรุงสุกใหม่อยู่เสมอ รวมถึงการล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่กระจายอยู่รอบตัว และการฉีดวัคซีนก็ป้องกันได้ดี แต่ในกรณีนี้แพทย์จะเน้นกลุ่มเสี่ยงมากกว่า ในการเข้ารับวัคซีน เพราะในคนปกติมีอัตราความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำกว่า

 

ส่วนในผู้ป่วยสิ่งที่ควรทำคือให้สังเกตตัวเองว่าหลังเป็นไข้ 3 วันแล้วมีอาการดีขึ้นหรือแย่ลง หากไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ แพทย์จะทำการให้ยารักษา โดยปกติแล้วสำหรับคนที่มีร่างกายแข็งแรงจะสามารถหายได้เองโดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ แต่ให้ระวังในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด หรือในผู้ที่ได้รับยากดภูมิ เมื่อได้รับเชื้ออาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อน อย่างการติดเชื้อที่คออาจเปลี่ยนไปติดที่ปอดได้ เช่น ในปอดที่ติดเชื้อไวรัสอยู่แล้วอาจติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมเข้าไปอีก ก็อาจทำให้ตกอยู่ในภาวะอันตรายได้ คนเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีนป้องกัน และถ้าหากติดเชื้อควรรีบพบแพทย์เพื่อรับยาภายใน 48 ชั่วโมง การพบแพทย์ได้ทันท่วงทีจะช่วยลดอัตราการตายจากโรคดังกล่าวได้

 

การรักษาตัววิธีอื่น ๆ ในผู้ป่วย หลังจากกินยา คือการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ และกินอาหารที่มีประโยชน์ นอกจากนั้นควรป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น โดยการสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ พยายามอย่าออกนอกบ้าน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

สำหรับการรับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ สามารถรับได้ในคนที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับเป็นพิเศษ ได้แก่ คนที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี และในกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี รวมถึงผู้ที่มีโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด เป็นต้น รวมถึงผู้ที่ได้รับยากดภูมิ