สุขภาพทั่วไป

ปัญหาอาการบวมเค็ม

เคยลองสังเกตตัวเองดูกันบ้างไหมว่าทำเราอ้วนจัง ดูบวมๆ ต้องอ้วนเพราะไขมันแน่ๆ เชื่อว่าทุกคนเคยเจอปัญหาเหล่านี้ และเช่นเดียวกันที่ทุกคนโทษสาเหตุจากไขมันอย่างเดียว ฉะนั้นแล้วอยากให้ทุกคนลองทำความเข้าใจใหม่ เพราะยังอีกสาเหตุที่จะสามารถทำให้เราตัวบวมได้นั้นคือ โซเดียม ซึ่งเป็นสารอาหารประเภทเกลือแร่ที่อยู่อาหารจำพวกเกลือ น้ำปลา เครื่องปรุงรสต่างๆที่มีส่วนผสมของโซเดียมอยู่มาก การที่เราตัวบวมเพราะโซเดียมนั้น เป็นเพราะว่าร่างกายของคนเรานั้นมีความต้องการโซเดียมในปริมาณ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งจะต้องไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน

หรือเกลือ 1 ช้อนชา โดยที่จำนวนนี้จะเป็นปริมาณที่พอเหมาะต่อร่างกายที่ควรจะได้รับ ไม่น้อยหรือมากจนเกินไป ถ้าหากว่าเรารับประทานในปริมาณที่เหมาะ จะทำให้เข้าไปช่วยควบคุมความสมดุลของของเหลงในร่างกายให้รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับความปกติ และจะช่วยดูดซึมสารอาหารบางอย่างในไตและลำไส้เล็กอีกด้วย แต่ถ้าหากเรารับประทานโซเดียมมากจนเกินจนไปจะทำให้เกิดอาการบวมน้ำ ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายนั้นได้กักเก็บน้ำไว้ใต้ชั้นผิวและเนื้อเยื่อตามบริเวณต่างๆของร่างกายมากกว่าปกติ ทำให้ส่งผลต่อน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น ร่างกายจะดูบวมมากยิ่งขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีแก้อาการเหล่านี้ เราสามารถแก้อาการตัวบวมจากโซเดียมได้ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแปรรูป อาหารสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ลูกชิ้น ไส้กรอก เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารหมักดอง เช่น ผลไม้ดอง ผักดอง ไข่เค็ม ปลาเค็ม ปลาร้า เป็นต้น
  • ควรลดการปรุงอาหารเพิ่ม เพราะเรามักจะชอบไม่พอใจกับรสชาติเดิม เราจึงชอบปรุงรสเพิ่มด้วยเกลือ น้ำปลา เพื่อทำให้รสชาติจัดจ้านขึ้นอีก
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น อาหารจานด่วน ข้าวคลุกกะปิ ส้มตำปลาร้า เป็นต้น

สาเหตุเหล่านี้มักจะเป็นตัวการสำคัญที่เรามักจะปล่อยผ่าน เพราะมันเป็นอาหารที่อร่อย ถูกปากเป็นอย่างมาก แต่นั้นแหละคุณค่าทางอาหารก็สูงมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะสารอาหารอย่างโซเดียม แต่ก็ไม่ใช่ว่าการรับประทานนี้จะเป็นสาเหตุเดียวที่ทำให้ตัวบวมนะ เพราะยังมีอีกหลายเหตุที่สามารถทำให้ตัวบวมได้อีกเช่นเดียวกัน ซึ่งสาเหตุที่นอกเหนือจากการรับประทานแล้วมีดังต่อไปนี้

  • ไม่ออกกำลังกาย นั้นเป็นเพราะการออกกำลังกายใจช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้ดี และช่วยในการทำงานของระบบการลำเลียงของเสียในร่างกายให้ทำงานดีขึ้น
  • ท้องผูก เป็นเพราะว่าได้มีของเสียตกค้างในร่างกาย ซึ่งจะทำให้เกิดแก๊สในท้องเป็นเหตุให้ตัวบวมและรู้สึกอึดอัด
  • มีประจำเดือน ผู้หญิงทุกคนคงพบกับปัญหานี้แน่ๆ เพราะในช่วงของประจำเดือนร่างจะทำการผลิตฮอร์โมนที่ทำให้ตัวบวมขึ้นมา แต่ก็จะหายเป็นปกติเมื่อใกล้หมดประจำเดือน
  • ดื่มน้ำน้อย การที่เราดื่มน้ำไม่เพียงพอเป็นสาเหตุที่ทำให้เลือดข้น ของเหลวในร่างกายไหลเวียนไม่สะดวก จนทำให้เกิดอาการท้องผูกตามมา อีกอย่างน้ำจะช่วยปรับความสมดุลของน้ำหนักตัวอีกด้วย

 

สนับสนุนโดย  ผลเลือด non reactive แปลว่าอะไร

สุขภาพทั่วไป

อาหารต้องห้ามของคนท้อง 

อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าสำหรับหญิงสาวที่ตั้งท้องควรจะกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะจะส่งผลทั้งต่อตัวเองและเด็กในท้องให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์และเกิดมาเฉลียวฉลาดอีกทั้งในระหว่างที่อยู่ในท้องของมารดาสารอาหารที่กินเข้าไปจะเข้าไปช่วยเสริมสร้างทั้งกระดูกและพัฒนาสมองรวมถึงสร้างภูมิคุ้มกันให้เด็กไม่เจ็บป่วยได้ง่ายเมื่อคลอดออกมาส่วนใหญ่เราจึงแนะนำอาหารที่ดีมีประโยชน์ให้กับร่างกายแกคุณแม่เพื่อจะได้ส่งผ่านสารอาหารเหล่านี้ต่อไปยังลูกแต่คุณรู้หรือไม่ว่ายังมีสารอาหารบางจำพวกที่คุณแม่ไม่ควรจะรับประทานเพราะเป็นอาหารต้องห้ามในขนาดที่คุณแม่ตั้งครรภ์

เนื่องจากสารอาหารส่งผลไปยังคุณแม่และลูกในท้องได้เรามาดูกันว่าในช่วงที่ขณะตั้งครรภ์คุณแม่ไม่ควรกินอะไรมากจนเกินไปหรืออะไรที่ห้ามกินโดยเด็ดขาด

1  อย่างแรกที่คุณแม่ไม่ควรจะกินเลยก็คือเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ไม่ว่าจะเป็นเหล้าไวน์หรือแม้แต่เบียร์สิ่งของเหล่านี้ล้วนมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมทั้งสิ้นซึ่งเมื่อหากคุณแม่กินเข้าไปแล้วนอกจากจะส่งผลต่อร่างกายของคุณแม่แล้วยังไปกระทบต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อยที่กำลังอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ให้ได้รับการพัฒนาที่ไม่เต็มที่ซึ่งจะทำให้ลูกน้อยเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับสมอง

2  คุณแม่ไม่ควรทานอาหารที่มีรสจัดและรสเผ็ดมากเกินไปเพราะการกินอาหารรสเผ็ดจะส่งผลให้กระเพาะอาหารและลำไส้อีกปวดแสบปวดร้อนอยู่ภายในและจะส่งผลออกมาภายนอกซึ่งจะทำให้คุณแม่รู้สึกหงุดหงิดเพราะอาหารรสเผ็ดจะทำให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอยู่แล้วและเมื่อกินเข้าไปแล้วคุณแม่หงุดหงิดก็จะส่งผลไปยังลูกน้อยให้เป็นเด็กขี้หงุดหงิดได้อีกด้วย

3  อาหารประเภทฟาสฟู๊ดก็ไม่ควรกินอย่างยิ่งเพราะอาหารประเภทนี้จะมีแคลอรี่สูงอีกทั้งยังย่อยยากที่สำคัญมีไขมันเยอะถ้าคุณแม่กินเข้าไปแล้วจะทำให้คุณแม่พบปัญหาน้ำหนักเกินระหว่างการตั้งครรภ์ได้ซึ่งจะส่งผลไปยังลูกน้อยเพราะหากคุณแม่มีน้ำหนักมากเกินไปอาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องของครรภ์เป็นพิษหรือเกี่ยวกับการคอดลูกอยากได้อีกด้วยและที่สำคัญเมื่อคลอดออกมาแล้วก็ยังมีปัญหาการกำจัดไขมันออกไปจากร่างกายได้ยากอีกด้วย

4.อาหารประเภทสุกๆดิบๆไม่ใช่เพียงแต่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์เท่านั้นประชาชนคนทั่วไปก็ไม่ควรกินอาหารที่สุกๆดิบๆเพราะอาหารเหล่านี้มักจะมีพยาธิอยู่ภายในซึ่งจะส่งผลให้เกิดอันตรายกับผู้ที่กินเข้าไปได้ซึ่งมันจะส่งผลไปถึงลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ของคุณแม่ได้อีกด้วย   

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  ชุดตรวจเอดส์ ซื้อที่ไหน

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

อาการแบบไหนที่ควรจะล้างจมูก


อาการแบบไหนที่ควรจะล้างจมูก
การ “ล้างจมูก” อาจไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนเคยทำ บางครั้งก็อาจจะยังไม่เคยรู้เลยว่ามันต้องทำด้วยหรือ รวมทั้งบางครั้งก็อาจจะรู้สึกกลัวเมื่อเห็นขั้นตอนในการทำ แต่จริงๆ แล้วการล้างจมูกไม่ได้ทำยากและไม่น่าสยองเหมือนอย่างที่คิด การล้างจมูกจะเป็นที่รู้จักดีในผู้ที่มีปัญหาเป็นโรคภูมิแพ้ ไซนัส ไอเรื้อรัง ถ้าทำการล้างจมูก เป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคไข้หวัดได้ ถ้าอยากได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น นอนหลับสบาย ตื่นมาแจ่มใสไม่อ่อนล้า กระบวนการล้างจมูกที่ถูกและก็ดีต่อสุขภาพมาฝากกันจ้ะ

อาการดังนี้ ควรจะล้างจมูก

– เป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

– เป็นหวัดหลายครั้ง

– เป็นโรคจมูกอักเสบจากการรับเชื้อ

– เป็นไซนัส หรือได้รับการผ่าตัดจมูก

– เป็นโรคริดสีดวงจมูก

– ได้รับการส่องแสงรอบๆจมูก/หรือไซนัส

เครื่องมือสำหรับการล้างจมูก

– น้ำเกลือ (ความเข้มข้น 0.9%)

– กระดาษทิชชู่

– ถ้วยสำหรับใส่น้ำเกลือ 1 ถ้วย

– กระบอกเอาไว้สำหรับฉีด+ภาชนะรองน้ำจมูก

ขั้นตอน-กรรมวิธีในการล้างจมูก

1. ล้างมือให้สะอาด

2. เทน้ำเกลือใส่ภาชนะที่จัดเตรียมไว้

3. ใช้กระบอกเอาไว้สำหรับฉีดยาดูดน้ำเกลือกระทั่งเต็ม

4. น้อมตัวไปด้านหน้าก้มตัวเล็กน้อย

5. ใส่ปลายกระบอกฉีดยาเข้าไปในรูจมูกข้างที่จะล้างเล็กน้อย โดยวางปลายกระบอกเอาไว้สำหรับฉีดยาติดรูจมูกข้างบน

6. หายใจทางปากหรือกลั้นลมหายใจ ฉีดน้ำเกลือเข้าไปในจมูก จนกระทั่งน้ำเกลือรวมทั้งน้ำมูกไหลออกทางปาก หรือไหลย้อนออกมาทางจมูกอีกข้าง

7. สั่งขี้มูกพร้อมเพียงกันทั้งสองข้าง (ไม่ต้องอุดรูจมูกอีกข้างเนื่องจากว่าอาจะทำให้แก้วหูทะลุได้)

8. บ้วนน้ำเกลือ รวมทั้งน้ำมูกส่วนที่ไหลลงคอทิ้ง บ้วนเสลดในคอออก

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

ทานยำลดน้ำหนักดีหรือไม่ดี

ประโยชน์ของอาหารประเภท “ยำ”

เพราะว่าในช่วงลดความอ้วนเราจำเป็นจะต้องลดอาหารประเภทที่มาน้ำมันเยอะๆ เช่น ทอด ผัด ทานได้เฉพาะ ต้ม นึ่ง ดังนั้น อาหารประเภทยำจึงเป็นอาหารอีกประเภทนึงที่นิยมกันเพราะไม่ต้องใช้น้ำมันในการปรุง หรือเป็นอาหารที่ส่วนผสมของน้ำมันน้อยกว่าอาหารประเภทอื่นๆ จึงทำให้ยำเป็นเมนูโปรดของคนที่กำลังลดน้ำหนัก สามารถเลือกวัตถุดิบที่ให้พลังงานน้อย ๆ มาปรุงเป็นยำรสแซ่บกินกันอยู่บ่อย ๆ รวมถึงเมนูปลาเผาที่กินเนื้อปลาขาว ๆ ราดด้วยน้ำยำ กินกับสารพัดผัก และด้วยรสชาติที่จัดจ้าน แซ่บๆ ก็ช่วยให้เราที่กำลังเบื่ออหารกินได้ดีขึ้น

กินยำทุกวัน หรือบ่อย ๆ จะส่งผลกระทบอะไรต่อร่างกายหรือไม่ ?

1. วัตถุดิบในการปรุงอาหารต้องสดใหม่ และสะอาด เพราะส่วนใหญ่อาหารประเภทยำจะปรุงด้วยวิธีง่าย ๆ อย่างการต้มหรือลวกน้ำร้อนให้สุกเท่านั้น (อาจมีวัตถุดิบบางประเภทที่ทำให้สุกด้วยวิธีที่ผ่านความร้อนนาน ๆ เช่น ย่าง ทอด อบ ตุ๋น ฯลฯ) เพื่อลดความเสี่ยงโรคท้องร่วง ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ เพราะอาหารประเภทยำนั้น ทำให้ท้องเสียได้ง่ายมาก จากวัตถุดิบที่ไม่สะอาดนี้

2. พยายามเลือกกินยำที่ปรุงจากวัตถุดิบที่ผ่านความร้อนทั้งหมด ยำมีหลายแบบเราควรเลือกกินยาที่ทำสุขดีกว่าดิบ โดยความคิดเดิมๆ ที่ว่า มะนาวจะช่วยฆ่าเชื้อได้ เพราะนี่ดูเป็นความเชื่อที่ผิดมาก โดยยำที่ควรหลีกเลี่ยงได้แก่ ยำปูม้า กุ้งแช่น้ำปลา กุ้งเต้น ก้อยเนื้อขม ฯลฯ

3. ผักที่กินดิบ เช่น หอมหัวใหญ่ มะเขือเทศ ขึ้นฉ่าย ฯลฯ ควรล้างน้ำให้สะอาดหลาย ๆ ครั้งก่อนนำมาทำอาหาร ถึงแม้ว่าเราจะสามารถรับประทานผักได้โดยไม่ต้องทำให้สุข แต่ว่าในสมัยนี้ ผักที่เรากินกันก็เป็นอันตรายได้เหมือนกัน ทั้งหนอนที่ติดมากับผัก และยาฆ่าแมลงต่างๆ

4. ไม่ควรปรุงรสจัดจนเกินไป ควรปรุงแต่พอดี ค่อย ๆ ปรุงทีละนิด ไม่ใส่เครื่องปรุงเยอะตั้งแต่แรก นอกจากจะเสี่ยงโรคไตแล้ว อาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร ท้องเสีย ไม่ว่าจะหวานจัด เค็มจัด เผ็ดจัด ก็ไม่ดีต่อสุขภาพทั้งนั้น

5. ลดการใส่ผงชูรส หรืออาจไม่จำเป็นต้องใส่เลยก็ได้ ผงชูรสคือวัตถุสังเคราะห์ผลิตขึ้นมาใช้ปรุงอาหารในการหลอกลิ้นหลอกสมองเรา

6. ควรเลือกกินเมนูที่หลากหลาย ไม่กินเมนูเดิม ๆ บ่อย ๆ เพราะอาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

7. หากจะเลือกกินยำเพื่อเป็นเมนูลดน้ำหนัก ควรเลือกยำที่มีส่วนผสมหรือวัตถุดิบที่มีแป้งน้อยที่สุด เช่น เลือกกินยำวุ้นเส้นหมูสับ (ไม่ติดมัน) ไม่ใส่เพิ่ม เช่น ลูกชิ้น ปูอัด เพราะเป็นวัตถุดิบที่มีแป้งสูงแทนที่จะลดน้ำหนักได้กลับอ้วนขึ้น วุ้นเส้นดีกว่าการกินยำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หรือยำหมูยอ และเน้นปริมาณของผักให้มากที่สุดในจาน

8. แม้ว่าจะชอบยำมากแค่ไหน แต่ควรเปลี่ยนเมนูไปกินอาหารประเภทอื่นบ้าง เพื่อให้ได้คุุณค่าทางสารอาหารที่ครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

โรคลมชักรักษาไม่ถูกวิธี อันตรายแค่ไหน?

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคลมชักเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ก่อให้เกิดความพิการทางสมองซึ่งมีผลต่อผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโรคนี้สามารถรักษาหายได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ

อันตรายจากโรคลมชัก
อาการของโรคลมชัก นั้นมีอาการที่หลากหลาย และสำหรับอาการบางอย่างที่เกิดขึ้นก็สังเกตไม่ค่อยได้ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่เคยรู้ตัวว่าเป็นโรคดังกล่าว จึงไม่ได้รักษา เช่น ภาวะเหม่อลอย เบลอ จำอะไรไม่ได้ชั่วขณะ เป็นเพียงไม่กี่วินาทีแล้วหาย ทำให้เรานั้นไม่เคยคิดหรือรู้ตัวหรือไม่ทันสังเกต และหากมีอาการเหล่านี้บ่อยขึ้น ถี่ขึ้น แม้จะไม่ได้มีอาการชัก เกร็ง หรือ กระตุก ก็ควรที่จะมาเข้าพบแพทย์เพื่อให้ประวัติอาการ ซักถามถึงประวัติการเกิดอาการ ขอคำแนะนำ รวมทั้งการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) จะสามารถบอกได้ว่าเป็นภาวะของโรคลมชักหรือไม่

ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคลมชัก หลายคนมีอาการ เช่น เห็นภาพหมุน เห็นภาพเคลื่อนไหวเร็วกว่าปกติ เห็นแสงจ้าสีสันหลากหลาย บางคนเห็นภาพหลอน หูแว่ว เมื่อได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าในสมอง จึงพบว่ามีอาการของโรคลมชัก

ร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคลมชักรักษาด้วยยากันชัก ที่เหลือจัดอยู่ในกลุ่มดื้อยากันชักซึ่งอาจรักษาหายได้ด้วยการผ่าตัดซึ่งต้องผ่านการประเมินด้วยทีมแพทย์ด้านโรคลมชัก

ในปัจจุบันประเทศไทยพบผู้ป่วยที่มีอาการลักษณะดื้อยาประมาณหลายหมื่นคนและพบการผ่าตัดสมองเพื่อทำการรักษาโรคลมชักอีกว่าประมาณร้อยกว่ารายต่อปี เนื่องจากโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการรักษาโรคลมชักด้วยการผ่าตัดสมองจริงๆ มีเพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่สามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลมชักด้วยการผ่าตัดและโรคลมชักที่มีอาการดื้อต่อยาได้อย่างครบวงจรโดย รับส่งต่อผู้ป่วยจากทั่วประเทศ

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยโรคลมชักที่ถูกต้อง
แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติม ในการปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคลมชักต้องรู้จักอาการของโรค วิธีรักษา และดูแลป้องกันให้ถูกวิธีจริงๆ จึงจะสามารถบรรเทาอาการไม่ให้กำเริบขึ้นได้ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าเป็นความเข้าใจผิดทั้งหมดเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการเอาช้อนหรือสิ่งของต่างๆ ไปงัดปากผู้ป่วยขณะอาการกำเริบขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยกัดลิ้นตัวเองซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดอย่างแรง เพราะการเอาสิ่งของต่างๆ เข้าปากผู้ป่วยจะเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดการสำลัก หรือสิ่งของนั้นหลุดลงไปในหลอดลม เกิดการอุดตันในทางเดินหายใจ อาจทำให้เสียชีวิตได้

สำหรับวิธีที่ถูกต้องและจดจำง่าย “ไม่งัด ไม่ง้าง ไม่ถ่าง ไม่กด ไม่ทั้งหมด ชักหยุดเองได้” โดยสิ่งที่สามารถทำได้จริงๆ คือ เมื่อคุณพบว่าผู้ป่วยอาการกำเริบ คุณเพียงให้การช่วยเหลือด้วยการจัดการกับสภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวผู้ป่วยขณะมีอาการชัก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย เช่น การพลัดตก การกระแทกของแข็ง ของมีคม เป็นต้น และเมื่ออาการของผู้ป่วยหยุดบรรเทาลงหรือหยุดชักจึงค่อยๆ นำผู้ป่วยมานอนตะแคงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยๆ คลายเสื้อผ้าให้หลวมขึ้น อยู่ในที่ที่อากาศมีความถ่ายเท นอกจากภาวะชักเกร็งกระตุกแล้ว ยังต้องระวังกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการชักเหม่อลอย เนื่องจากเมื่อมีอาการจะไม่รู้สึกตัวและอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น ว่ายน้ำแล้วเกิดจมน้ำ ชักขณะขับรถ เป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อตนเอง ผู้ร่วมเส้นทางหรือทรัพย์สินได้ ส่วนผู้ป่วยที่ต้องทำงานกับเครื่องจักรจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

ดังนั้นจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจเกิดอันตรายขณะชักได้ ซึ่งผู้ใกล้ชิด คนในครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน ควรจะทำความเข้าใจกับโรคนี้เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยโรคลมชักมีอาการกำเริบโดยมีภาวะชักเกร็ง กระตุก ไม่เกิน 2 นาที ประมาณนี้ แต่หากชักนานกว่านี้โดยชักนานถึง 5 นาที ควรรีบนำส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หรือโทรแจ้งหมายเลข 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะชักต่อเนื่องไม่หยุด และแสดงว่าดื้อต่อการรักษาด้วยยาเพิ่มมากขึ้นด้วย

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

ใช้ช้อนกลางห่างไกลโรค

คนไทย ร้านอาหาร และแผงลอย ใช้ช้อนกลางทุกครั้งเมื่อกินอาหารร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แนะวิธีใช้ช้อนกลางที่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลอาหาร ลดการปนเปื้อนทางน้ำลาย

ความสำคัญของ “ช้อนกลาง”
แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ช้อนกลางถือเป็นเกราะป้องกันการติด โรคต่างๆ และลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อที่ออกมาทางน้ำลาย เช่น คอตีบ วัณโรค โปลิโอ ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ไข้หวัดใหญ่ คางทูม รวมทั้งโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่พบเชื้อในน้ำลายอื่นๆ และโรคที่ติดต่อผ่านทางอาหารและน้ำเป็นสื่อได้ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ

โดยจากการสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการของประเทศไทยยังพบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ยังไม่ใช้ช้อนกลาง และบางครัวเรือนใช้ช้อนกลางไม่ถูกต้อง โดยใช้ช้อนกลางตักอาหารกินเลย ขณะที่ในร้านอาหารบางร้านยังพบว่าไม่มีช้อนกลางวางไว้ประจำโต๊ะ หรือเสิร์ฟมาพร้อมกับอาหาร และยังคงต้องให้ลูกค้าร้องขอ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อาจเสี่ยงติดโรคได้ กรมอนามัยจึงรณรงค์ให้ประชาชนใช้ช้อนกลางในการ กินอาหารร่วมกันทุกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อทางน้ำลายหรือจากเสมหะของผู้ป่วย เพราะเพียงแค่กินอาหารร่วมกันก็ติดโรคได้

ใช้ “ช้อนกลาง” ให้ถูกต้อง
การใช้ช้อนกลางที่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลอาหาร คือ

  1. ควรเตรียมช้อนกลางที่สะอาด หรืออุปกรณ์ที่ใช้ตักอาหารให้เหมาะกับชนิดของอาหาร และมีจำนวนให้ครบตามจำนวนชนิดของอาหารที่จะกินอย่างน้อย 1 คันต่ออาหาร 1 ชนิด
  2. ใช้ช้อนกลางที่เตรียมไว้เพื่อตักอาหารมาใส่ที่จานข้าว หรือถ้วยแบ่งของตนเอง
  3. ห้ามใช้ช้อนกลางตักอาหารที่กินร่วมกันเข้าปากโดยตรง
  4. ร้านอาหาร และแผงลอยที่นอกจากจะต้องใส่ใจปรุงอาหารที่สะอาดปลอดภัยแล้ว ควรเสิร์ฟช้อนกลางทุกครั้งเมื่อลูกค้าสั่งอาหารมากินร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป หรือมีช้อนกลางบริการไว้ให้ที่โต๊ะอาหาร สำหรับผู้บริโภคต้องสร้างค่านิยมใหม่ในการใช้ช้อนกลาง เมื่อกินอาหารร่วมกัน รวมทั้งสำรับอาหารที่ถวายพระต้องมีช้อนกลางด้วยทุกครั้งเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคระหว่างกัน ซึ่งการปลูกฝังสุขนิสัยและสร้างพฤติกรรมใช้ช้อนกลางที่ถูกต้องแก่ประชาชนสามารถช่วยลดการปนเปื้อนของเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้
สุขภาพทั่วไป

เป็นไขมันในเลือดสูงเหตุเกิดจากอะไร ?

คุณทราบหรือไม่ว่า ไขมันในเลือดสูง เกิดจากสาเหตุอะไร ตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่โตและแข็งแรงมากที่สุดในร่างกายหากเปรียบเทียบตับกับนักกล้ามแล้วตับเปรียบเหมือนกับนักกล้ามที่เรียบจบหมอมาโดยตรงคือมีความแข็งแรงและมีความรู้รวมอยู่ด้วย ตับมีความสำคัญไม่แพ้กับสมองของเราเลยก็ว่าได้ หากสมองถูกทำลายไปอาจจะสามารถทดแทนสมองของเราด้วยไมโครชิพที่เขียนโค้ดเอไอเข้าไปทำให้สมองของเรานั้นสามารถทำงานได้ตามปกติ มีความรู้สึกนึกคิดอะไรก็ตามได้ แต่ถ้าหากตับของเราถูกทำลายไม่สามารถมีอะไรมาทดแทนตับของเราได้เลย

เพราะไม่ว่าคุณจะเขียนโค้ดอะก็แล้วแต่ให้ทำหน้าที่แทนตับก็ไม่สามารถทำให้ตับทำงานได้ตามปกติ เพราะตับมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวเองมากๆ ไม่มีอวัยวะไหนมาทดแทนได้เลย ตับมีน้ำหนักมากที่สุดตอนโตเต็มที่ คืออยู่ในร่างกายของเราจนเราโตเป็นผู้ใหญ่ จะมีน้ำหนักที่  1.5 กิโลกรัม และ รู้ไหมว่า เลือดทั้งหมดในร่างกายของเรานั้นจะต้องผ่านเข้ามาตับก่อนเหมือนกับโลกที่หมุนรอบดวงอาทิตย์

โดยเลือดทั้งหมดในร่างกายของเราเข้ามาในตับนั้นจะใช้เวลาทั้งหมด 4 – 5 นาทีเท่านั้น นั้นเป็นการอธิบายได้ว่า เลือดทั้งหมด 5 ลิตร ภายเข้ามาตับใช้เวลาแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น ทำให้อธิบายได้ว่าตับนั้นมีขนาดที่ใหญ่มากแค่ไหน ไม่มีอะไรที่เหมือนตับอีกแล้ว และไม่ใช่เพียงแค่เลือดไหลภายตับแค่เพียงรอบเดียวเท่านั้น ในแต่ละวันเลือดจะต้องไหลเวียนผ่านตับของเราเป็นจำนวน 360 รอบ ต่อ วัน นับเป็นจำนวนที่มากที่เดียวเปรียบเหมือนกับโลกที่เวลาหนึ่งปีผ่านไป

หากจะคิดเป็นจำนวนที่คุณจะต้องตกใจกับปริมาณเลือดและปริมาณงานที่ตับทำในแต่ละวันเพราะว่ามากถึง 1,800 ลิตร หรือ คิดเป็นจำนวนได้ถึง 1.8 ตันกันเลยที่เดียว นี้และที่เป็นเหตุผลที่บอกว่าทำไมตับจึงมีความสำคัญกับเราขนาดนั้น