สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

โรคลมชักรักษาไม่ถูกวิธี อันตรายแค่ไหน?

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคลมชักเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ก่อให้เกิดความพิการทางสมองซึ่งมีผลต่อผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วโรคนี้สามารถรักษาหายได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่นๆ

อันตรายจากโรคลมชัก
อาการของโรคลมชัก นั้นมีอาการที่หลากหลาย และสำหรับอาการบางอย่างที่เกิดขึ้นก็สังเกตไม่ค่อยได้ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่เคยรู้ตัวว่าเป็นโรคดังกล่าว จึงไม่ได้รักษา เช่น ภาวะเหม่อลอย เบลอ จำอะไรไม่ได้ชั่วขณะ เป็นเพียงไม่กี่วินาทีแล้วหาย ทำให้เรานั้นไม่เคยคิดหรือรู้ตัวหรือไม่ทันสังเกต และหากมีอาการเหล่านี้บ่อยขึ้น ถี่ขึ้น แม้จะไม่ได้มีอาการชัก เกร็ง หรือ กระตุก ก็ควรที่จะมาเข้าพบแพทย์เพื่อให้ประวัติอาการ ซักถามถึงประวัติการเกิดอาการ ขอคำแนะนำ รวมทั้งการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) จะสามารถบอกได้ว่าเป็นภาวะของโรคลมชักหรือไม่

ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคลมชัก หลายคนมีอาการ เช่น เห็นภาพหมุน เห็นภาพเคลื่อนไหวเร็วกว่าปกติ เห็นแสงจ้าสีสันหลากหลาย บางคนเห็นภาพหลอน หูแว่ว เมื่อได้รับการตรวจคลื่นไฟฟ้าในสมอง จึงพบว่ามีอาการของโรคลมชัก

ร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคลมชักรักษาด้วยยากันชัก ที่เหลือจัดอยู่ในกลุ่มดื้อยากันชักซึ่งอาจรักษาหายได้ด้วยการผ่าตัดซึ่งต้องผ่านการประเมินด้วยทีมแพทย์ด้านโรคลมชัก

ในปัจจุบันประเทศไทยพบผู้ป่วยที่มีอาการลักษณะดื้อยาประมาณหลายหมื่นคนและพบการผ่าตัดสมองเพื่อทำการรักษาโรคลมชักอีกว่าประมาณร้อยกว่ารายต่อปี เนื่องจากโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการรักษาโรคลมชักด้วยการผ่าตัดสมองจริงๆ มีเพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ ก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่สามารถให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคลมชักด้วยการผ่าตัดและโรคลมชักที่มีอาการดื้อต่อยาได้อย่างครบวงจรโดย รับส่งต่อผู้ป่วยจากทั่วประเทศ

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยโรคลมชักที่ถูกต้อง
แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติม ในการปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่ป่วยเป็นโรคลมชักต้องรู้จักอาการของโรค วิธีรักษา และดูแลป้องกันให้ถูกวิธีจริงๆ จึงจะสามารถบรรเทาอาการไม่ให้กำเริบขึ้นได้ ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าเป็นความเข้าใจผิดทั้งหมดเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นการเอาช้อนหรือสิ่งของต่างๆ ไปงัดปากผู้ป่วยขณะอาการกำเริบขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยกัดลิ้นตัวเองซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดอย่างแรง เพราะการเอาสิ่งของต่างๆ เข้าปากผู้ป่วยจะเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดการสำลัก หรือสิ่งของนั้นหลุดลงไปในหลอดลม เกิดการอุดตันในทางเดินหายใจ อาจทำให้เสียชีวิตได้

สำหรับวิธีที่ถูกต้องและจดจำง่าย “ไม่งัด ไม่ง้าง ไม่ถ่าง ไม่กด ไม่ทั้งหมด ชักหยุดเองได้” โดยสิ่งที่สามารถทำได้จริงๆ คือ เมื่อคุณพบว่าผู้ป่วยอาการกำเริบ คุณเพียงให้การช่วยเหลือด้วยการจัดการกับสภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ตัวผู้ป่วยขณะมีอาการชัก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย เช่น การพลัดตก การกระแทกของแข็ง ของมีคม เป็นต้น และเมื่ออาการของผู้ป่วยหยุดบรรเทาลงหรือหยุดชักจึงค่อยๆ นำผู้ป่วยมานอนตะแคงไปทางด้านใดด้านหนึ่ง จากนั้นจึงค่อยๆ คลายเสื้อผ้าให้หลวมขึ้น อยู่ในที่ที่อากาศมีความถ่ายเท นอกจากภาวะชักเกร็งกระตุกแล้ว ยังต้องระวังกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการชักเหม่อลอย เนื่องจากเมื่อมีอาการจะไม่รู้สึกตัวและอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น ว่ายน้ำแล้วเกิดจมน้ำ ชักขณะขับรถ เป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อตนเอง ผู้ร่วมเส้นทางหรือทรัพย์สินได้ ส่วนผู้ป่วยที่ต้องทำงานกับเครื่องจักรจะต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก

ดังนั้นจึงแนะนำให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจเกิดอันตรายขณะชักได้ ซึ่งผู้ใกล้ชิด คนในครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน ควรจะทำความเข้าใจกับโรคนี้เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยโรคลมชักมีอาการกำเริบโดยมีภาวะชักเกร็ง กระตุก ไม่เกิน 2 นาที ประมาณนี้ แต่หากชักนานกว่านี้โดยชักนานถึง 5 นาที ควรรีบนำส่งสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หรือโทรแจ้งหมายเลข 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือ เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะชักต่อเนื่องไม่หยุด และแสดงว่าดื้อต่อการรักษาด้วยยาเพิ่มมากขึ้นด้วย

สุขภาพ, สุขภาพทั่วไป

ใช้ช้อนกลางห่างไกลโรค

คนไทย ร้านอาหาร และแผงลอย ใช้ช้อนกลางทุกครั้งเมื่อกินอาหารร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แนะวิธีใช้ช้อนกลางที่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลอาหาร ลดการปนเปื้อนทางน้ำลาย

ความสำคัญของ “ช้อนกลาง”
แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ช้อนกลางถือเป็นเกราะป้องกันการติด โรคต่างๆ และลดความเสี่ยงในการได้รับเชื้อที่ออกมาทางน้ำลาย เช่น คอตีบ วัณโรค โปลิโอ ไวรัสตับอักเสบชนิดบี ไข้หวัดใหญ่ คางทูม รวมทั้งโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสที่พบเชื้อในน้ำลายอื่นๆ และโรคที่ติดต่อผ่านทางอาหารและน้ำเป็นสื่อได้ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ

โดยจากการสำรวจภาวะอาหารและโภชนาการของประเทศไทยยังพบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ยังไม่ใช้ช้อนกลาง และบางครัวเรือนใช้ช้อนกลางไม่ถูกต้อง โดยใช้ช้อนกลางตักอาหารกินเลย ขณะที่ในร้านอาหารบางร้านยังพบว่าไม่มีช้อนกลางวางไว้ประจำโต๊ะ หรือเสิร์ฟมาพร้อมกับอาหาร และยังคงต้องให้ลูกค้าร้องขอ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อาจเสี่ยงติดโรคได้ กรมอนามัยจึงรณรงค์ให้ประชาชนใช้ช้อนกลางในการ กินอาหารร่วมกันทุกครั้ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อทางน้ำลายหรือจากเสมหะของผู้ป่วย เพราะเพียงแค่กินอาหารร่วมกันก็ติดโรคได้

ใช้ “ช้อนกลาง” ให้ถูกต้อง
การใช้ช้อนกลางที่ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาลอาหาร คือ

  1. ควรเตรียมช้อนกลางที่สะอาด หรืออุปกรณ์ที่ใช้ตักอาหารให้เหมาะกับชนิดของอาหาร และมีจำนวนให้ครบตามจำนวนชนิดของอาหารที่จะกินอย่างน้อย 1 คันต่ออาหาร 1 ชนิด
  2. ใช้ช้อนกลางที่เตรียมไว้เพื่อตักอาหารมาใส่ที่จานข้าว หรือถ้วยแบ่งของตนเอง
  3. ห้ามใช้ช้อนกลางตักอาหารที่กินร่วมกันเข้าปากโดยตรง
  4. ร้านอาหาร และแผงลอยที่นอกจากจะต้องใส่ใจปรุงอาหารที่สะอาดปลอดภัยแล้ว ควรเสิร์ฟช้อนกลางทุกครั้งเมื่อลูกค้าสั่งอาหารมากินร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป หรือมีช้อนกลางบริการไว้ให้ที่โต๊ะอาหาร สำหรับผู้บริโภคต้องสร้างค่านิยมใหม่ในการใช้ช้อนกลาง เมื่อกินอาหารร่วมกัน รวมทั้งสำรับอาหารที่ถวายพระต้องมีช้อนกลางด้วยทุกครั้งเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคระหว่างกัน ซึ่งการปลูกฝังสุขนิสัยและสร้างพฤติกรรมใช้ช้อนกลางที่ถูกต้องแก่ประชาชนสามารถช่วยลดการปนเปื้อนของเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้
สุขภาพทั่วไป

เป็นไขมันในเลือดสูงเหตุเกิดจากอะไร ?

คุณทราบหรือไม่ว่า ไขมันในเลือดสูง เกิดจากสาเหตุอะไร ตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่โตและแข็งแรงมากที่สุดในร่างกายหากเปรียบเทียบตับกับนักกล้ามแล้วตับเปรียบเหมือนกับนักกล้ามที่เรียบจบหมอมาโดยตรงคือมีความแข็งแรงและมีความรู้รวมอยู่ด้วย ตับมีความสำคัญไม่แพ้กับสมองของเราเลยก็ว่าได้ หากสมองถูกทำลายไปอาจจะสามารถทดแทนสมองของเราด้วยไมโครชิพที่เขียนโค้ดเอไอเข้าไปทำให้สมองของเรานั้นสามารถทำงานได้ตามปกติ มีความรู้สึกนึกคิดอะไรก็ตามได้ แต่ถ้าหากตับของเราถูกทำลายไม่สามารถมีอะไรมาทดแทนตับของเราได้เลย

เพราะไม่ว่าคุณจะเขียนโค้ดอะก็แล้วแต่ให้ทำหน้าที่แทนตับก็ไม่สามารถทำให้ตับทำงานได้ตามปกติ เพราะตับมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของตัวเองมากๆ ไม่มีอวัยวะไหนมาทดแทนได้เลย ตับมีน้ำหนักมากที่สุดตอนโตเต็มที่ คืออยู่ในร่างกายของเราจนเราโตเป็นผู้ใหญ่ จะมีน้ำหนักที่  1.5 กิโลกรัม และ รู้ไหมว่า เลือดทั้งหมดในร่างกายของเรานั้นจะต้องผ่านเข้ามาตับก่อนเหมือนกับโลกที่หมุนรอบดวงอาทิตย์

โดยเลือดทั้งหมดในร่างกายของเราเข้ามาในตับนั้นจะใช้เวลาทั้งหมด 4 – 5 นาทีเท่านั้น นั้นเป็นการอธิบายได้ว่า เลือดทั้งหมด 5 ลิตร ภายเข้ามาตับใช้เวลาแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น ทำให้อธิบายได้ว่าตับนั้นมีขนาดที่ใหญ่มากแค่ไหน ไม่มีอะไรที่เหมือนตับอีกแล้ว และไม่ใช่เพียงแค่เลือดไหลภายตับแค่เพียงรอบเดียวเท่านั้น ในแต่ละวันเลือดจะต้องไหลเวียนผ่านตับของเราเป็นจำนวน 360 รอบ ต่อ วัน นับเป็นจำนวนที่มากที่เดียวเปรียบเหมือนกับโลกที่เวลาหนึ่งปีผ่านไป

หากจะคิดเป็นจำนวนที่คุณจะต้องตกใจกับปริมาณเลือดและปริมาณงานที่ตับทำในแต่ละวันเพราะว่ามากถึง 1,800 ลิตร หรือ คิดเป็นจำนวนได้ถึง 1.8 ตันกันเลยที่เดียว นี้และที่เป็นเหตุผลที่บอกว่าทำไมตับจึงมีความสำคัญกับเราขนาดนั้น

สุขภาพ

โรคกระดูกพรุนสาเหตุที่ส่งผลให้กระดูกหัก

 

สาเหตุหลักของกระดูกหัก

สาเหตุหลักของกระดูกหัก นอกจากอุบัติเหตุจากการจราจรแล้ว ยังมีอุบัติเหตุจากการทำงาน การเล่นกีฬา อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งพบมากขึ้นเรื่อยๆ คือ กระดูกหักในผู้สูงอายุ ซึ่งมีคุณภาพของกระดูกลดน้อยลงหากมีอุบติเหตุเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลให้เกิดกระดูกหักไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง

อาการกระดูกหัก

อาการกระดูกหักมักเห็นชัดเจนจะบวมปวด ไม่สามารถลงน้ำหนักหรือเคลื่อนไหวได้บริเวณที่หัก โดยเฉพาะกระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุจะมีอัตราเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อน ดังนั้นจึงควร ตรวจวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก ทุกปี เพื่อป้องกันกระดูกทรุดตัว เสริมความแข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย ทานอาหารแคลเซียมสูงตั้งแต่อายุยังน้อย

ผ่าตัดเชื่อมกระดูกหักแบบแผลเล็ก

ปัจจุบันใช้เทคนิคผ่าตัดเชื่อมกระดูกหักแบบแผลเล็ก เปิดแผลเล็กหัวท้ายของตำแหน่งกระดูกที่หักแล้วสอดเหล็กดามใต้กล้ามเนื้อคล้ายขบวนรถไฟใต้ดิน แล้วยึดกระดูกด้วยสกรูว์ เนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บน้อยกว่าผ่าเปิดแผลยาว ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ กระดูกติดดี ฟื้นตัวเร็วขึ้น หากมีกระดูกพรุนหักยุบและปวดหลังมากอาจรักษาด้วยการฉีดซีเมนต์เสริมกระดูกสันหลัง

กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุ

จากสถิติพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตภายในปีแรก 20 เปอร์เซ็นต์ และเป็นต้นเหตุที่นำไปสู่ความพิการ ผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก 40 เปอร์เซ็นต์ ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง ส่วน 60 เปอร์เซ็นต์ผู้ป่วยต้องพึ่งพาผู้อื่นในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน

ปัญหากระดูกหักในผู้สูงอายุ หลักๆ มีอยู่ 3 ที่ คือ ข้อมือ สันหลัง และสะโพก ขึ้นอยู่กับว่าล้มท่าไหน แต่กระดูกข้อมือหัก กระดูกหลังทรุดตัวไม่ถึงขั้นเสียชีวิต และมักจะไม่จำเป็นต้องผ่าตัด ส่วนกระดูกสะโพกหักถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดรักษาอาจต้องนอนติดเตียงทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนจากการนอนนิ่งๆ เป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดแผลกดทับ กระเพาะปัสสาวะอักเสบติดเชื้อ หรือปอดบวม ซึ่งอาจเสียชีวิตในที่สุด

ถ้ามือหรือแขนหักใส่เฝือกได้ สันหลังหักยังเดินได้ไม่ถึงขั้นเป็นอัมพาต แต่ถ้าสะโพกหักจะเกิดอันตรายจากโรคแทรกซ้อน จากประสบการณ์ถ้ากระดูกสะโพกหักส่วนใหญ่เกินกว่า 90% ถ้าไม่ได้รับการผ่าตัดมักจะเดินไม่ได้ บางรายที่เป็นแค่กระดูกร้าวถือว่าโชคดี ซึ่งกระดูกอาจจะสามารถติดได้ภายในระยะเวลา 2-3 เดือนไม่ต้องผ่าตัด ทั้งนี้ถ้ากระดูกสะโพกหักแล้วได้รับการผ่าตัดเร็วผู้สูงอายุก็จะฟื้นตัวเร็ว ความเจ็บปวดน้อย สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงเดิมได้เร็ว กลุ่มผู้ป่วยสูงอายุจะเป็นกลุ่มที่เราต้องรักษาให้เร็ว พยายามให้เจ็บปวดน้อย สามารถลุกออกจากเตียงได้เร็ว ป้องกันไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน

การรักษากระดูกสะโพกหัก

กรณีผู้ป่วยกระดูกสะโพกหัก วิธีการรักษาจะพิจารณาตามความเหมาะสมของผู้ป่วยและตำแหน่งการหักของกระดูกสะโพก โดยจะมี 2 วิธีคือ วิธีแรกการผ่าตัดใส่ข้อสะโพกข้อเทียม วิธีที่สองการผ่าตัดเพื่อยึดตรึงกระดูกไว้ภายใน โดยการผ่าตัดใส่โลหะพิเศษยึดกระดูกไว้ให้เข้าที่และเกิดการติดของกระดูกตามธรรมชาติ ซึ่งแนวทางการดูแลผู้ป่วยสูงอายุกระดูกสะโพกหักไม่ได้จบแค่การผ่าตัด ยังต้องมีการประเมินและรักษาภาวะกระดูกพรุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอีกส่วนหนึ่ง ตลอดจนกระทั่งการป้องกันภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน และยังรวมถึงการดูแลหลังการผ่าตัดด้วยการกายภาพบำบัดเฉพาะสำหรับผู้สูงวัย ทั้งการฝึกเดินโดยใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น เครื่องพยุงน้ำหนักคนไข้ให้ตัวเบาเหมือนเดินอยู่ในอวกาศที่เรียกว่า Alter G หรือการกายภาพบำบัดในน้ำที่เรียกว่า ธาราบำบัด เป็นต้น ทั้งนี้การประเมินการทรงตัวและการฝึกการทรงตัวเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเน้นเพื่อป้องกันการหกล้ม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดกระดูกสะโพกหักซ้ำได้

สุขภาพ

ทำความรู้จักกับไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์ รู้จักกันสักหน่อย

ไขมันทรานส์ (Trans Fat) คือ กรดไขมันที่เกิดจากกระบวนการแปรรูปกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น น้ำมันพืช ให้เป็นกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) กระบวนการแปรรูปไขมันนี้เรียกว่า “ไฮโดรจีเนชั่น” (Hydrogenation) ซึ่งจะทำให้อาหารคงความแข็งตัวที่อุณหภูมิห้อง มีอายุการเก็บนาน ชะลอการเหม็นหืน โดยที่เนื้อสัมผัสของอาหารไม่แห้ง และมีรสชาติดี เช่น เนยเทียม มาร์การีน ครีมเทียม

ไขมันทรานส์​อันตรายแค่ไหน

ไขมันทรานส์จัดเป็นไขมันชนิดที่อันตรายสูงสุดต่อสุขภาพ เนื่องด้วยตัวไขมันทรานส์เองสามารถเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-cholesterol) ได้ หากบริโภคไขมันทรานส์ในปริมาณ 4% ของพลังงานหรือมากกว่านั้น อีกทั้งหากร่างกายได้รับไขมันทรานส์ปริมาณประมาณ 5-6% ของพลังงานทั้งหมด ระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีในร่างกายก็จะลดลงด้วย

ฉะนั้นเมื่อคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-cholesterol) ในร่างกายเพิ่มมากขึ้น คอเลสเตอรอลก็จะเกาะติดผนังหลอดเลือดแดงได้สะดวกขึ้น ทำให้หลอดเลือดแดงแข็งและตีบตัน ก่อเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจนั่นเอง

แต่อย่าคิดว่าจะจบเพียงเท่านี้นะคะ เพราะไขมันทรานส์ยังถูกวิจัยมาแล้วว่ามีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคอัลไซเมอร์ จอประสาทตาเสื่อม โรคนิ่วในถุงน้ำดี และการอักเสบ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเรื้อรังไม่ติดต่อทั้งหลาย นอกจากนี้ในเดือนมกราคม 2550 ยังมีรายงานว่า ไขมันทรานส์อาจทำให้ผู้หญิงมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ยากขึ้นด้วย

ดังนั้นองค์การอนามัยโลก (WHO) จึงมีข้อแนะนำว่า ไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันทรานส์เกินร้อยละ 1 ของพลังงาน ซึ่งพลังงานเฉลี่ยที่ควรได้รับอยู่ที่ 2,000 กิโลแคลอรีต่อวันในเพศชาย ก็แสดงว่าไม่ควรทานอาหารที่มีไขมันทรานส์เกิน 2.2 กรัมต่อวัน หรือคิดเป็น 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค

ไขมันทรานส์อยู่ในอาหารประเภทไหน

ด้วยความที่ไขมันทรานส์เกิดมาจากการแปรรูปน้ำมันพืชชนิดเหลวให้กลายเป็นไขมันชนิดแข็ง ไขมันทรานส์จึงพบมากที่สุดในมาร์การีนชนิดแท่ง เนยขาว คุกกี้ เค้ก แครกเกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ และโดนัท รวมไปถึงบรรดาอาหารประเภททอดทั้งหลายก็มีไขมันทรานส์แอบแฝงอยู่ด้วยเช่นกัน

ไขมันทรานส์ถูกจัดให้เป็นไขมันที่อันตรายต่อสุขภาพจนสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐฯ (FDA) สั่งแบนไขมันทรานส์และบังคับให้ผู้ประกอบการด้านอาหารยุติการใช้ไขมันทรานส์เป็นหนึ่งในส่วนประกอบของอาหาร โดยมีกำหนดจะกำจัดไขมันทรานส์ออกไปจากแผ่นดินอเมริกาภายในระยะเวลา 3 ปี นับจากนี้

ขณะที่ประเทศไทย ได้มีความพยายามผลักดันให้แบนไขมันทรานส์มานานแล้วเช่นกัน ซึ่งในที่สุดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2561 ได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข สั่งห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายไขมันทรานส์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว [อ่านข่าว กระทรวงสาธารณสุข ประกาศห้ามผลิต – นำเข้าไขมันทรานส์ มีผลอีก 180 วัน] หลังจากนี้เราคงได้เห็นการปรับตัวครั้งใหญ่ในวงการอาหาร เพราะเมื่อไม่สามารถใช้น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนได้ ผู้ผลิตอาหารอาจต้องกลับไปใช้เนยจริงแทน

 

อย่างไรก็ตามระหว่างนั้น เราเองก็สามารถหลบเลี่ยงไขมันทรานส์ได้ตามนี้ค่ะ

– หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของเนยเทียม (margarine) หรือเนยขาว (shortening) รวมทั้งมาการีน ครีมเทียม วิปปิ้งครีม เช่น เค้ก คุกกี้ ฟาสต์ฟู้ด ขนมอบกรอบ ขนมขบเคี้ยว

– อ่านฉลากโภชนาการทุกครั้ง และหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีข้อความว่า “partially hydrogenated oil” อยู่บนฉลาก

– หลีกเลี่ยงอาหารทอด เช่น มันฝรั่งทอด ไก่ทอด นักเกต ปาท่องโก๋

– เลือกใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด

– ดื่มนมไขมันต่ำ (low fat milk) หรือนมที่ไม่มีไขมัน (skim milk) แทนนมไขมันเต็มส่วน (whole milk)

– ลดหรือเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ไขมันสูง ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกกินเนื้อปลาและเนื้อสัตว์ไม่ติดมันจะปลอดภัยกว่า

– กินผักและผลไม้ทุกมื้อ

 

เห็นไหมคะว่าไขมันทรานส์อยู่ใกล้ตัวเรามากจริง ๆ แต่ถ้าจะบอกให้เลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์ผสมอยู่แบบเด็ดขาดเลยอาจจะยากเกินไปสักหน่อย ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ห่างไกลโรคลองเริ่มลดปริมาณการบริโภคอาหารที่มีไขมันทรานส์ทีละนิด ๆ ไปก่อนก็ได้ พึงระลึกไว้เสมอค่ะว่าการป้องกันไม่ให้เกิดโรคยังไงก็เวิร์กกว่าป่วยไปแล้วถึงค่อยมารักษาโรคนะ

การลดน้ำหนัก, สุขภาพ

วิธีลดน้ำหนักสำหรับมือใหม่

สำหรับมือใหม่แล้วก็ การลดน้ำหนักด้วยเทคนิคต่างๆนานา อาจเป็นเรื่องยุ่งยาก โหดร้าย ทำลายความรู้สึก เพราะยังคงติดการใช้ชีวิตแบบเดิมๆอยู่ ทาง LOVEFITT จึงได้รวบรวมเทคนิคขั้นพื้นฐานของการลดน้ำหนักสำหรับผู้เริ่มต้นลดน้ำหนักมาให้ใช้กันค่ะ

เมื่อรู้แล้วว่าอ้วน เสื้อผ้าคับ เดินไม่สบาย หอบง่าย หายใจไม่ทั่วท้อง หน้าบาน แก้มห้อย เพื่อนแซว แฟนทิ้ง แม่บ่น ต่างๆนานาที่เป็นสัญญาณเตือนว่าเราอ้วนจนเกินจะเยียวยา เพราะสุขภาพเริ่มแย่ทำอะไรๆก็ไม่สะดวก ก่อนจะเริ่มวิธีการต่างๆนั้นเราควรเริ่มที่การตั้งใจมุ่งมั่นอย่างจริงจังเสียก่อน ทำความเข้าใจก่อนว่าการจะลดนั้นต้องอาศัยเวลา ความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ความอดทนเพียงอย่างเดียว เมื่อมุ่งมั่นแล้วจงทำให้สุดความสามารถแล้วเริ่มปฏิบัติดังนี้

คำนวน ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วน และ จดบันทึก

  • ก่อนอื่นเราเราต้องรู้ตัวก่อนว่าเราอ้วนแค่ไหน โดยการชั่งน้ำหนัก หรือ วัดรอบเอว ขนาดรอบเอว(ระดับสะดือ)โดยค่าจะต้องไม่เกิน ส่วนสูงของเรา หารด้วย 2 ถ้าเกินนั้นหมายถึงคุณอ้วนลงพุงแล้ว หรือจะดูจากว่าเราเป็นเพศอะไร มีกิจกรรมการทำงานอย่างไร ต้องใช้พลังงานต่อวันเท่าไหร่ โดยมากค่าเฉลี่ยของชายจะใช้พลังงานอยู่ที่ไม่เกิน 2000 kcal ต่อวัน และผู้หญิงจะใช้ไม่เกิน 1600kcal ต่อวัน และผู้ใช้แรงงานอยู่ที่ 2400 kcal ต่อวัน หรือวัดสัดส่วนของร่างกายที่ตำแหน่ง รอบอก รอบเอว รอบสะโพก รอบต้นแขน และ รอบต้นขา จดบันทึก รายละเอียดต่างๆตอนเริ่มต้นไว้

ตัดอาหารที่ไม่จำเป็นกับเราเสียก่อน

  • อาหารที่จำเป็นกับเราคืออาหารหลักที่จำเป็นต่อการดำรงค์ชีวิต สมัยโบราณแต่เก่าก่อน เราทานข้าวทานอาหารกันเป็นมื้อๆ ไม่มีของว่างจุบจิบระหว่างมื้อ แต่ในปัจจุบันคนมักทานเพื่อความบันเทิงกันมาก มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจึงทำให้คนมีภาวะโรคอ้วนเฉลี่ยสูงขึ้นทุกๆปี จึงแนะนำให้ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกเสียก่อน เช่น ของว่างระหว่างวัน เครื่องดื่ม ของขบเคี้ยวจุบจิบ ของหวานล้างปาก ของกินฆ่าเวลา เพราะความจริงแล้วเมื่อเราตัดหรือลดมื้อย่อยๆเหล่านี้ได้ เราอาจสามารถลดพลังงานที่เหลือใช้ลงได้ถึงวันนึงอย่างน้อย 400 – 500 kcal เลยทีเดียว

หลีกเลี่ยง ของทอด ของหวาน ของมัน ของเค็ม

  • เมื่อเราตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกได้ซักระยะนึงจนรู้สึกมั่นใจกับการลดน้ำหนักได้แล้ว จึงเริ่มสังเกตุและปรับแก้ที่อาหารหลัก ตรวจเช็คอาหารหลักของเราว่าปรุงด้วยวิธีใด พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด ผัดน้ำมันเยอะ หรืออาหารอบที่ใช้ นม เนย สูงๆ หันมารับประทานอาหารที่ปรุงด้วยการ ต้ม นึ่ง เผา ย่าง และตรวจเช็คว่า สิ่งเราทานนั้นมีรสจัดเกินไปหรือไม่ เพราะอาหารรสจัด ก็มีผลกับน้ำหนักตัวเช่นกัน โดย ลดปริมาณความหวานจากน้ำตาล และ ความเค็มจากซอสต่างๆลง

ออกแรง ออกกำลังกาย ขยับตัวให้มาก

  • อย่าเข้าใจผิดว่าการออกกำลังกายนั้นจำเป็นจะต้องไปออกที่สนาม ออกไปวิ่ง ไปฟิตเนสเพียงอย่างเดียว แต่การออกกำลังกายนั้นสามารถทำได้ ทุกที่ทุกเวลา เพียงเราใช้การขยับตัวให้มากขึ้น เดินไปไหนมาไหน ทำกิจกรรมต่าง แทนการนั่ง-นอนเฉยๆอยู่กับบ้าน ทุกๆกิจกรรมก็สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้หมด (วิธีการออกกำลังกายเพื่อนการลดน้ำหนัก) สำหรับคนที่จะจริงจังด้านการออกกำลังกายควรเริ่มทำทีละน้อยตามสภาพร่างกาย อย่าหักโหม ค่อยเป็นค่อยไป โดยคิดถึงหลักการคล่าวๆคือ ถ้าออกแรงน้อยให้ใช้เวลานานหน่อย แต่ถ้าออกแรงมากก็ ขอเป็น 40 นาที นาทีที่ 41 เป็นต้นไปถือเป็นกำไร ทำไมต้อง 40 นาที

เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์

  • เมื่อลดของที่ไม่จำเป็น ลดแหล่งความอ้วนได้แล้ว เราควรเพิ่มของที่ประโยชน์แก่ร่างกายเข้ามาแทน ทานผัก ทานผลไม้ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ นม ข้าวแป้งไม่ขัดสีให้มากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นขุมพลังงานสะอาดและสารอาหารที่มีประโยชน์ ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทานเท่าไหร่ถึงพอดี อย่าอดหรือข้ามมื้อ หรือตัดสิ่งใดสิ่งนึงไปเลย แต่ควรเลือกทานในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า เพื่อลดอาการเครียด ถ้าอยากก็จงทานอย่างมีสติแล้วกลับมาควบคุมตามแผนอย่างเดิม เพราะการทานมื้อใหญ่เพียงมื้อเดียวไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่อทำตามที่กล่าวไปแล้วน้ำหนักจะลดลงอย่างช้าๆ เพราะนั้นคือการปรับสมดุลให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี อย่าคาดหวังตัวเลขบนตราชั่งมากนัก ระหว่างทางอาจมีบ้างที่น้ำหนักจะนิ่ง แต่อย่ากังวล ให้เราใช้การวัดสัดส่วน สำรวจรูปร่างตัวเอง จากเสื้อผ้าจากคนรอบข้าง เพราะสิ่งที่เรากำลังทำต้องใช้เวลา เรากำลังเปลี่ยนแปลงพฤิกรรม ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าเปรียบเทียบกะใคร เราแข่งกับตัวเอง เพื่อให้ใด้สุขภาพที่ดี ขอให้ทำอย่างต่อเนื่อง หรือกลับมาทบทวนว่าเราขาดหรือหลุดในจุดไหนไปก็ปรับแก้ไป และผลสำเร็จที่ได้มานั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขบนตราชั่งเท่านั้น แต่มันจะเห็นผลชัดเจนที่เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ฟิตขึ้น และมีรูปร่างที่ดีเป็นของแถม

สุขภาพ

ไข้หวัดใหญ่ H1N1 ระวังให้ดี อันตรายถึงชีวิต

ไข้หวัดใหญ่ H1N1 
อีกหนึ่งโรคที่มักมีการระบาดทุกปีเป็นประจำในฤดูฝน นั่นก็คือโรคไข้หวัดใหญ่ ที่ฟังดูคล้าย ๆ โรคไข้หวัดแต่กลับมีความรุนแรงมากกว่า ยิ่งอยู่ในช่วงระบาดมักมีการรายงานถึงจำนวนคนตายจากโรคนี้แทบทุกปี ปีนี้ก็เช่นกันที่มีสถิติคนตายจากโรคไข้หวัดใหญ่ไม่น้อยโดยเฉพาะสายพันธุ์ H1N1 มีรายงานจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างพม่าถึงจำนวนผู้ตายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอาการป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในสายพันธุ์ดังกล่าวและยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

โรคไข้หวัดใหญ่ จะถูกแบ่งออกเป็นสายพันธุ์ A และสายพันธุ์ B โดยในสายพันธุ์ที่มีชื่อเรียกว่า H1N1 จะถูกจัดอยู่ในสายพันธุ์ A อาการป่วยของโรคไข้หวัดใหญ่จะเหมือนกันทุกสายพันธุ์คือมีไข้สูง อาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว มีอาการในระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ไอ จาม บางรายอาจมีอาการในระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน วิธีการสังเกตเพื่อแยกแยะระหว่างไข้หวัดทั่วไปและไข้หวัดใหญ่คือ อาการของไข้หวัดใหญ่มักมีไข้สูงกว่าอยู่ที่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป

 

สำหรับการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 เริ่มต้นขึ้นในปี 2009 มีการระบาดในทวีปอเมริกาเหนือ อย่างในประเทศเม็กซิโก และประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นก็มีการระบาดไปทั่วโลก โดยจะระบาดตามฤดูกาลพบในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ซึ่งมีการระบาดในประเทศไทยหลังจากปี 2009 เป็นต้นมา พบว่ามีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ในทุก ๆ ปี

 

โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 สามารถติดต่อกันได้ผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย หากผู้ป่วยไอหรือจามแล้วคนปกติเข้าไปใกล้ก็มีโอกาสรับเชื้อได้และเกิดการติดต่อ ดังนั้นในผู้ป่วยโรคดังกล่าวควรป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค โดยการปิดปากเมื่อไอหรือจามและล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลฆ่าเชื้อโรค รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัยเป็นสิ่งที่ควรทำหากรู้ตัวว่ามีเชื้ออยู่ในร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น ที่สำคัญที่สุดผู้ป่วยโรคนี้ไม่ควรออกจากบ้าน หากทำงานหรือเรียนหนังสืออยู่ควรลา เพื่อไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

การป้องกัน รักษาโรคดังกล่าวในคนปกติอย่าพยายามเข้าใกล้ผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด และไม่ควรใช้ของร่วมกับผู้อื่น การรับประทานควรใช้ช้อนกลางในการตักอาหาร และกินอาหารปรุงสุกใหม่อยู่เสมอ รวมถึงการล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ เพื่อป้องกันการติดเชื้อที่กระจายอยู่รอบตัว และการฉีดวัคซีนก็ป้องกันได้ดี แต่ในกรณีนี้แพทย์จะเน้นกลุ่มเสี่ยงมากกว่า ในการเข้ารับวัคซีน เพราะในคนปกติมีอัตราความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำกว่า

 

ส่วนในผู้ป่วยสิ่งที่ควรทำคือให้สังเกตตัวเองว่าหลังเป็นไข้ 3 วันแล้วมีอาการดีขึ้นหรือแย่ลง หากไม่ดีขึ้นควรรีบพบแพทย์ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ แพทย์จะทำการให้ยารักษา โดยปกติแล้วสำหรับคนที่มีร่างกายแข็งแรงจะสามารถหายได้เองโดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ แต่ให้ระวังในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด หรือในผู้ที่ได้รับยากดภูมิ เมื่อได้รับเชื้ออาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำซ้อน อย่างการติดเชื้อที่คออาจเปลี่ยนไปติดที่ปอดได้ เช่น ในปอดที่ติดเชื้อไวรัสอยู่แล้วอาจติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมเข้าไปอีก ก็อาจทำให้ตกอยู่ในภาวะอันตรายได้ คนเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับวัคซีนป้องกัน และถ้าหากติดเชื้อควรรีบพบแพทย์เพื่อรับยาภายใน 48 ชั่วโมง การพบแพทย์ได้ทันท่วงทีจะช่วยลดอัตราการตายจากโรคดังกล่าวได้

 

การรักษาตัววิธีอื่น ๆ ในผู้ป่วย หลังจากกินยา คือการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมาก ๆ และกินอาหารที่มีประโยชน์ นอกจากนั้นควรป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น โดยการสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ พยายามอย่าออกนอกบ้าน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

สำหรับการรับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ สามารถรับได้ในคนที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับเป็นพิเศษ ได้แก่ คนที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี และในกลุ่มคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี รวมถึงผู้ที่มีโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคปอด เป็นต้น รวมถึงผู้ที่ได้รับยากดภูมิ